ประเด็นร้อน

| 26 ธันวาคม 2559 | 10:52

ส่องหุ้นไทยปีระกา `เล่นยาก` อยากชนะต้องจับจังหวะลงทุน

          แม้ว่าในช่วงเวลา 18 ปีที่ผ่านมา เทรนด์ของดัชนีหุ้นไทยจะอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นมาโดยตลอด จาก Low ที่ราว 206 จุด ขึ้นมาสูงสุดในปีนี้ที่ 1,558.32 จุด แต่ก็ยังไม่สามารถทุบสถิติสูงสุดตลอดกาล 1,789.16 จุด ที่ทำไว้เมื่อปี 2537 ได้ โดย SET Index เคยขึ้นไปแตะระดับ 1,649.77 เมื่อปี 2556 ส่วนในปี 2560 นี้ ยังมีหลากหลายปัจจัยที่ทำให้ High เดิมอาจยังไม่สามารถไปถึงได้
          ตลาดหุ้นไทยปี 2559 ได้สร้างบททดสอบสำคัญต่อนักลงทุนทุกประเภท ด้วยความผันผวนแบบสุดโต่ง รับผลกระทบจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก แม้ว่าสุดท้ายแล้วดัชนีฯ สามารถขึ้นมาเหนือ 1,500 จุดได้สำเร็จ แต่ก็ถือว่าสร้างแรงกดดันให้กับการลงทุนในปีหน้า ที่นักวิเคราะห์มองว่าความเคลื่อนไหวจะยังคงผันผวน และอาจมีอัพไซด์ไม่มากจากปีนี้ โดยโบรกเกอร์ที่ให้เป้าหมายดัชนีฯ สูงสุดเพียงแค่ 1,700 จุด หรือเพิ่มขึ้นราว 13% ขณะที่โบรกฯ ที่มองต่ำสุด แทบจะไม่ให้อัพไซด์จากปีนี้เลยด้วยซ้ำ
          การลงทุนในปีหน้า จึงต้องอาศัยการ "จับจังหวะ" ที่ต้องแม่นยำเป็นพิเศษ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" รวบรวมมุมมองการลงทุนหุ้นไทยจากบรรดานักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งสำหรับประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนทุกท่าน

อาจไม่มี January effect 
           "ประกิต สิริวัฒนเกตุ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กสิกรไทย ระบุว่า หุ้นไทยช่วงต้นปีมีแรงกดดันจาก LTF ซึ่งจะครบกำหนด คาดว่าจะมีแรงขายออกมาราว 2 หมื่นล้านบาท ดังนั้นโอกาสเกิด January Effect อาจมีน้อย โดยประเมินหุ้นไทยเดือน ม.ค.60 จะแกว่งตัวระหว่าง 1,490-1,540 จุด 
     ขณะที่ "วิกิจ ถิรวรรณรัตน์" นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง กลับมองว่า มีโอกาสเห็น January Effect ในช่วงเดือน ม.ค.นี้ เนื่องจากปัจจุบันต่างชาติถือหุ้นไทยเหลือเพียง 29% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งอาจจะเห็นเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้าซื้อเพื่อรอรับเงินปันผลในช่วงเดือน มี.ค. 
            ส่วน "กิจพล ไพรไพศาลกิจ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) คาดว่าต้นปี 60 จะไม่มีเหตุการณ์ January Effect เพราะหุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งเริ่มกลับมามีนัยสำคัญต่อตลาด ไม่เหมือนในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ที่หุ้นไทยถูกผลักดัน กลุ่มธนาคาร สื่อสาร และการบริโภคในประเทศ
           "ภาพรวมน่าจะกลับไปเหมือนปี 50-54 ที่หุ้นไทยถูกผลักดันโดยกลุ่มพลังงาน เพราะ 9 เดือนปี 59 สัดส่วนกำไรของหุ้นกลุ่มนี้ปรับขึ้นมาเป็น 24% ของกำไรรวมทั้งตลาด จากช่วง 5 ปีที่ผ่านมาถูกผลกระทบจากราคาน้ำมันกดกำไรเหลือเพียงแค่ 10% โดยได้รับผลบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวดีขึ้น
ดังนั้นภาพเดิมจะกลับมา ซึ่งปกติกลุ่มพลังงานและโภคภัณฑ์จะมีโอกาสชะลอตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนที่เข้าสู่ช่วงหยุดยาว โดยจะกลับมาฟื้นตัวหลังเทศกาลตรุษจีน
     ทั้งนี้มีโอกาสที่หุ้นไทยจะลงไปลึกถึง 1,450 จุด แต่ถือว่าเป็นจุดสำคัญในการหาจังหวะซื้อสะสม เพราะการปรับตัวลงด้วย January Effect มักจะเกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น"

ลุ้น Fund Flow ไหลกลับ
          นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ระบุว่า หากคำนวณเม็ดเงินต่างชาติที่จะกลับมาซื้อหุ้นไทยให้มีสัดส่วนสัดส่วนการถือครองระดับปกติที่เฉลี่ย 32% คาดเม็ดเงินไหลมีโอกาสไหลเข้าได้ถึง 3.5 แสนล้านบาท
          ด้าน "อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล" ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทิสโก้ แนวโน้มระยะสั้นยังคงจะเห็นการเข้าซื้อหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติ หลังจากขายออกไปก่อนหน้านี้พอสมควรแล้ว โดยให้จับตาการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ช่วงกลางเดือน ม.ค.นี้ หากประกาศนโยบายทางการเงินขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปตามคาดการณ์ เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยบวกให้เม็ดเงินลงทุนจะไหลกลับเข้ามาในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง

คาดวอลุ่มตลาดปี 60 เฉลี่ย 5.5 หมื่นล้านบาท 
          มนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดว่า มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของหุ้นไทยในปี 60 จะอยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท จากปีนี้ที่คาด 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีปัจจัยบวกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้กำลังซื้อในประเทศจะปรับตัวดีขึ้น
          "การเดินหน้าโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐในเชิงปฏิบัติจะส่งผลบวกเป็นวงกว้างต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งหากกำลังซื้อในประเทศดีขึ้น จะส่งผลบวกต่อการบริโภคและการลงทุนอย่างแน่นอน"

จับตาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่างประเทศ
          ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ รองผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารสูงสุดศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่าในปี 60 มีปัจจัยต่างประเทศหลายเหตุการณ์ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายประเทศใหญ่ ตั้งแต่การเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลางเดือน ม.ค.นี้ การเลือกตั้งประธานาธิบดีในประเทศฝรั่งเศษช่วง เม.ย.-พ.ค. การประกาศออกจากสมาชิกสหภาพยุโรปของอังกฤษอย่างเป็นทางการในเดือน มิ.ย. การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีในเยอรมณีในเดือน ส.ค.-ต.ค. รวมถึงการประชุมใหญ่พรรคอมมิวนิสต์ของประเทศจีนทุก ๆ 5 ปี ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจที่จะส่งผลต่อภาพรวมทั่วโลก
          "ประเด็นที่เราให้ความสนใจเป็นพิเศษคือใครจะออกจาก EU เป็นประเทศต่อไป เพราะอย่างที่เห็นว่าหลังเหตุการณ์ Brexit ที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกตกลงกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ เกิดความผันผวนต่อค่าเงินทั่วโลก
          ซึ่ง Brexit เหมือนเป็นการจุดประกายให้ผู้นำที่มีแนวคิดต่อต้าน EU เพื่อความเป็นอิสระในการตัดสินใจนโยบายคต่าง ๆ จากข้อมูลล่าสุดพบว่าผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศษที่สนับสนุนการออกจาก EU มีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการเลือกตั้งในเยอรมันนีก็ต้องจับตา เพราะทั้ง 2 ประเทศถือเป็น BIG 3 ด้านเศรษฐกิจจากยุโรป หากเกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่มีผู้นำใหม่เป็นกลุ่มสนับสนุนการออกจาก EU อาจจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกรุนแรงกว่ากรณี Brexit"

เศรษฐกิจในประเทศขับเคลื่อนหุ้นไทยปี 60
          เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ปี 2560 ตลาดหุ้นไทยจะถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินในประเทศเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันมีสูงมากสะท้อนจากปริมาณเงินในระบบ ที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 17.7 ล้านล้านบาท เทียบกับ 8-10 ปีก่อนอยู่ที่ราว 10 ล้านล้านบาท การที่สภาพคล่องอยู่สูงระดับนี้จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของ SET Index ได้ในปี 60 แม้ว่า Upside จะไม่สูงก็ตาม
          "ปัจจัยในประเทศจะเป็นทิศทางบวกหุ้นไทยมากกว่าต่างประเทศ จากการที่รัฐบาลเร่งกระตุ้นเดินหน้าลงทุนโครงการขนาดใหญ่ นำเอกชนให้ลงทุนตาม การบริโภคก็น่าจะดีขึ้น 
           ซึ่งส่วนเงินทุนจากต่างชาติไม่ได้คาดหวังมากนัก เพราะด้วยนโยบายดอกเบี้ยสหรัฐฯ เป็นขาขึ้น และมีโอกาสขึ้นได้ถึง 3 ครั้ง ขณะที่ดอกเบี้ยไทยจะยังคงที่ ทำให้เกิดส่วนต่าง ซึ่งบรรยากาศแบบนั้นจะไม่ช่วยกระตุ้นเม็ดเงินไหลเข้าเท่าไหร่นัก แต่การโอกาสการไหลออกของเงินก็มีน้อยด้วยเช่นกัน เพราะต่างชาติถือครองหุ้นไทยในสัดส่วนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยแล้ว"

แนะกลยุทธ์หุ้นรับเหมาเด่น-พลังงานฟื้น 
          ด้านกลยุทธ์การลงทุน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ชี้เป้าไปที่หุ้น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เพราะจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการลงทุนของภาครัฐ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานเริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้งจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ดีขึ้น รวมถึงกลุ่มที่เกี่ยวกับการบริโภคในประเทศด้วย
          โดย เทิดศักดิ์ แนะกลยุทธ์ ให้เน้นเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยหนุนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มค้าปลีก
          ขณะที่ มงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ให้น้ำหนักไปที่ กลุ่มธนาคาร และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย รวมถึงกลุ่มหุ้น Domestic Play ที่ได้อานิสงส์มาตรการภาครัฐสนับสนุน
          ด้าน นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง จัดธีมการลงทุนแบบ “Soft กับ Hard Commodity” เพราะมองว่าพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว อาทิ กลุ่มน้ำมัน ปิโตรเคมี

ลุ้นดัชนีพุ่งแตะ 1,700 จุด
          บล.เอเชีย เวลท์ ประเมินว่าเป้าหมายดัชนี SET Index มีโอกาสขึ้นไปถึง 1,700 จุด เนื่องจากหลายอุตสาหกรรมจะได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทั้งรับเหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ บริการ และสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่กลุ่มทรัพยากรและพลังงานก็เริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ หลังจากราคาน้ำมันผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว 
    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ให้ลงทุนด้วยความระมัดระวังเนื่องจากมี Upside จำกัด โดยประเมินว่าดัชนีฯ มีโอกาสขึ้นไปได้เพียง 1,570-1,600 จุดเท่านั้น เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงโดยเฉพาะจากต่างประเทศคอยกดดันอีกหลายเหตุการณ์
          “ผมมองว่าหุ้นไทยยังมีความเสี่ยงที่มาก และอ่อนไหวต่อปัจจัยต่าง ๆ ค่อนข้างมาก กรอบล่างของการลงทุนปีหน้ามีโอกาสลงไปถึง 1,400 จุด ส่วนกรอบบน มองไว้ที่เป้า 1,570 จุด จนถึง 1,600 จุด ซึ่งมีอัพไซด์ไม่มาก เหมือนปี 59 ที่เริ่มจากฐานค่อนข้างต่ำ
          ตอนนี้เรากำลังเล่นในช่วงตลาดฯ กำลังจะพีค ซึ่งหุ้นไทยน่าจะทำได้อีกสักหนึ่งรอบ ในช่วงเงินเฟ้อมา น้ำมันวิ่งขึ้น โดยมีโอกาสขึ้นทำนิวไฮอีกครั้งก็เป็นไปได้ แต่คงไม่ใช่ปี 60 น่าจะเป็นปีถัดไป”

ตารางแสดงคาดการณ์ดัชนีและกำไรบจ.ปี 60
 
โบรกเกอร์                                เป้าดัชนีฯ (จุด)     EPS Growth (%)
บล.เอเชีย เวลท์                                    1,700        15
บล.บัวหลวง                                          1,670        10
บล.เคทีบี(ประเทศไทย)                         1,650        8
บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย)                       1,650        7
บล.ยูโอบีเคย์เฮียน                               1,640        11
บล.โนมูระ                                            1,638        11
บล.เอเซีย พลัส                                    1,600        8
บล.ทิสโก้                                             1,600        9
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)    1,600        10
บล.กสิกร                                              1,570        4

 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด