สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

หุ้นฮ็อต

| 8 พฤษภาคม 2561 | 09:20

TU เจอเด้งหลอก ก่อนประกาศกำไรวูบ จับตาผ่านจุดต่ำสุดหรือยัง?

TU เจอเด้งหลอก ก่อนประกาศกำไรวูบ จับตาผ่านจุดต่ำสุดหรือยัง?

           TU โดนเท หลังโชว์กำไรไตรมาส 1/61 ลดลง 39% จากปีก่อน ถูกกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น และเงินบาทแข็งค่า ขณะที่นักวิเคราะห์ยังมองบวก คาดกำไรผ่านจุดต่ำสุด และจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/61 หลังบริษัทเจรจาปรับเพิ่มราคาขายในยุโรปและสหรัฐสำเร็จ

           ราคาหุ้น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ปรับตัวขึ้นแรงในช่วง 1 ชั่วโมงแรก  หลังเปิดตลาดวานนี้ (7 พ.ค.) โดยราคาหุ้นวิ่งขึ้นจาก 18.30 บาท ไปแตะจุดสูงสุดที่ 19.10 บาท แต่ในช่วงบ่ายหุ้น TU กลับถูกเทขายลงมา หลังจากที่บริษัทรายงานกำไรไตรมาส 1/61 ออกมา 868 ล้านบาท ลดลง 39% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ยอดขายลดลง 5.5% จากปีก่อน ทำได้ 2.97 หมื่นล้านบาท
           TU เป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง และขยายธุรกิจให้ครบวงจรด้วยธุรกิจอาหารสำเร็จรูปและอาหารว่าง โดยเน้นอาหารทะเล ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และสิ่งพิมพ์ ธุรกิจการตลาดภายในประเทศ ธุรกิจอาหารสัตว์ และธุรกิจพัฒนาสายพันธุ์กุ้งเพื่อจำหน่าย
           บริษัทชี้แจงเกี่ยวกับผลประกอบการไตรมาส 1/61 ว่าการดำเนินงานธุรกิจในภาพรวมยังคงถูกท้าทาย โดยเฉพาะจากการปรับตัวลดลงของราคาวัตถุดิบปลาทูน่าอย่างรวดเร็ว ในขณะที่บริษัทมีสต๊อกวัตถุดิบที่มีราคาสูง และการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลกระทบต่อยอดขายและความสามารถในการทำกำไร โดยอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ 11.3% จากปีก่อนที่ 14.5% ส่วนอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 2.9% จากปีก่อนที่ 4.6%
           ส่วนแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 61 นี้ บริษัทประสบความสำเร็จในการเจรจาปรับราคาสินค้าในตลาดยุโรปและอเมริกา โดยจะมีผลบังคับใช้ในไตรมาส 2/61 ขณะที่ราคาวัตถุดิบและราคาสินค้าคงคลังใกล้เคียงกันมากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทมีแผนจะลดต้นทุนลงให้ได้ 1 พันล้านบาท
           จากการเจรจาเพื่อปรับเพิ่มราคาสินค้าได้สำเร็จ ทำให้นักวิเคราะห์มองว่ากำไรไตรมาส 1/61 ที่ผ่านไปนี้ น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ ขณะเดียวกันค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐก็มีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงมาในช่วงที่เหลือของปีนี้
           บล.บัวหลวง ระบุว่า ถึงแม้ว่าราคาปลาทูน่าจะกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1,700 เหรียญต่อตันในเดือน มี.ค. 61 และคาดว่าจะอยู่ในระดับ 1,700-2,000 เหรียญต่อตัน ในช่วงไตรมาส 2/61 จนถึงไตรมาส 3/61 (เนื่องจากเป็นช่วงที่ห้ามใช้อุปกรณ์ต้องห้ามในการจับปลาตามฤดูกาล) แต่เราเชื่อว่าความสามารถของ TU ในการผลักภาระต้นทุนปลาทูน่าที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้า จะส่งผลให้อัตรากาไรขั้นต้นสาหรับธุรกิจทูน่าปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/61 เป็นต้นไป
           เราประเมินว่ากำไรไตรมาส 1/61 ของบริษัทมีแนวโน้มเป็นจุดต่ำสุดก่อนที่จะฟื้นตัวในไตรมาส 2/61 และในช่วงครึ่งหลังของปี 61 ในขณะที่ผลประกอบการของธุรกิจแซลมอนคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น และมีแนวโน้มใกล้จุดคุ้มทุนภายในปี 61 ถึงแม้ว่าราคาแซลมอนจะยังคงมีความผันผวนสูงก็ตาม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกำไรหลักไตรมาส 1/61 ที่ออกมาต่ำกว่าที่เคยคาดก่อนหน้า เราจึงทำการปรับลดประมาณการกำไรหลักปี 61 ลงอีก 6.4% เหลือ 5.17 พันล้านบาท และปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 61 ลงอีก 5.4% เหลือ 6.17 พันล้านบาท รวมทั้งปรับลดราคาเป้าหมายของเราลงอีก 5.6% เหลือ 25.25 บาท ยังคงคำแนะนำ ซื้อ
           บล.เอเชียเวลท์ ระบุว่า แม้ราคาปลาทูน่าในเดือน เม.ย. 61 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1,800 เหรียญต่อตัน เพิ่มขึ้น 5.9% จากเดือนก่อน และ 6.5% จากปีก่อน และราคายังมีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อในไตรมาส 2/61 ถึงไตรมาส 3/61 แต่บริษัทมีแผนปรับราคาขายสินค้า ซึ่งคาดว่าช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้นของปี 61 ดีขึ้นเป็น 14-15% เทียบกับอัตรากำไรขั้นต้นของปี 60 ที่ 13.3% ประกอบกับค่าเงินบาทที่เริ่มกลับมาอ่อนค่าส่งผลบวกต่อหุ้นส่งออกอย่าง TU นอกจากนี้ เราเห็นประเทศจีนเริ่มให้ความสนใจในสินค้าปลาทูน่ากระป๋องซึ่งเป็นอาหารสุขภาพแล้ว ดังนั้น เรามองว่าเป็นสินค้าที่เทรนด์ระยะยาวแนวโน้มดี
           ขณะที่รูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น TU แม้ว่าจะยังมีแนวโน้มหลักอยู่ในแนวโน้มขาลง จากการเกิดสัญญาณขายทั้งในกราฟรายสัปดาห์และรายเดือน แต่รูปแบบราคาของ TU ก็กลับมาเกิดความแข็งแกร่งในระยะสั้นจากกราฟรายวันได้สำเร็จ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแล้วหุ้น TU มีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 18.80 บาท ซึ่งหากรูปแบบราคาของ TU ปิดตลาดเหนือ 18.80 บาท ได้สำเร็จ จะมีเป้าหมายถัดไปอยู่ที่ 19.70 บาท และมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ 20.70 บาท ตามลำดับ ทั้งนี้ TU มีจุดตัดขาดทุนระยะสั้นอยู่ที่ 17.90 บาท
           จับตาแนวโน้มราคาปลาทูน่าและค่าเงินบาท ส่งผลต่อกำไรในช่วงที่เหลือของปีนี้
           บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า เราคาดว่าแนวโน้มราคาปลาทูน่า จะเริ่มลดลงหลังจากผ่านจุดสูงสุดที่ 2,300 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยราคาที่สูงก่อนหน้ามาจากสภาพอากาศและการห้ามจับปลา FADBAN-Fish Aggregate Devices ในเดือน กค.-ตค. 2017 แต่หลังจากพ้น FADBAN แล้ว สามารถดำเนินการจับปลาได้มากขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศกลับมาเอื้ออำนวย รวมถึงกองเรือหาปลาที่เพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้ราคาปลาทูน่ามีแนวโน้มปรับตัวลดลง ในปี 2018 คาดว่า ราคาปลาทูน่าจะอยู่ที่ระดับ 1500-1800 เหรียญต่อตัน เทียบกับปี 2017 ที 1,800-2,300 เหรียญ
           ส่วนค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐล่าสุดอยู่ที่ราว 31.85 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงมาจากราว 31.20 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เงินบาทในปัจจุบันยังคงแข็งค่ากว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ราว 35 บาทต่อดอลลาร์

           หลังจากนี้คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่ากลับมาจะอ่อนค่าไปต่อเนื่องหรือไม่ แต่ในระยะสั้นเชื่อว่าราคาหุ้น TU ยังน่าจะถูกกดดันจากผลประกอบการที่ออกมาแย่ แต่หากสถานการณ์โดยรวมดีขึ้นจริง ก็อาจจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับสะสมหุ้นเพื่อลงทุนได้เช่นกัน 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด