สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

หุ้นฮ็อต

| 28 มีนาคม 2561 | 09:21

QH ราคาย่อแรงสวนกำไรฟื้น ถึงเวลาซื้อหรือยัง?

QH ราคาย่อแรงสวนกำไรฟื้น ถึงเวลาซื้อหรือยัง?

            QH ร่วงเกือบ 15% ภายใน 2 เดือน สวนทางกำไรฟื้นตัว นักวิเคราะห์ระบุผิดหวังยอดขายปี 60 ต่ำเป้า 22% แต่มองกำไรปี 61 โตต่อเนื่อง และมีจุดเด่นจากอัตราเงินปันผลราว 5-7%

            หุ้น บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH ปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา โดยราคาหุ้นลดลงจาก 3.40 บาท ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ลงมาแตะ 2.92 บาท คิดเป็นการลดลงเกือบ 15% ภายในช่วงเวลา 2 เดือน หลังจากที่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาถึง 44% ตั้งแต่ปลายเดือน ส.ค. 60
            QH เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายและให้เช่า บ้านพร้อมที่ดิน หน่วยในอาคารชุดพักอาศัย อาคารที่พักอาศัยให้เช่า (ธุรกิจเซอร์วิส อะพาร์ตเมนต์ โรงแรม) อาคารสำนักงาน รวมทั้งรับจ้างบริหาร และร่วมลงทุนในธุรกิจอื่นๆ
            ราคาหุ้นที่ปรับฐานลงมารอบนี้สวนทางกับกำไรสุทธิของบริษัทในปี 60 ที่ฟื้นตัวกลับมาเติบโต 12.2% ทำได้ 3.46 พันล้านบาท และโดยเฉพาะในช่วง 2 ไตรมาสล่าสุด (ไตรมาส 3-4 ปี 60) ซึ่งกำไรเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน 46.8% และ 33.6% ตามลำดับ
            อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เข้ามากดดันราคาหุ้น นอกเหนือไปจากแรงขายทำกำไรแล้ว น่าจะเป็นเรื่องของยอดขายล่วงหน้า (presales) ของปี 60 ซึ่งทำได้เพียง 1.4 หมื่นล้านบาท พลาดเป้าไปถึง 22%
            บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า QH ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ฟื้นตัว 10% เท่ากับ 1.55 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ในปี 60 พลาดเป้าไป 22% และทำได้เพียง 1.4 หมื่นล้านบาท ลดลง 8% จากปีก่อน เนื่องจากมีการเปิดโครงการใหม่มูลค่าเพียง 9.7 พันล้านบาท ถือว่าเป็นมูลค่าต่อปีที่ต่ำมาก ดังนั้น ปีนี้ QH จึงตั้งเป้าเปิดโครงการ 15 โครงการ มูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท ไม่รวมคอนโดมิเนียม 2 โครงการ ที่อยู่ระหว่างพิจารณา
            สำหรับ Backlog อยู่ที่ 4.2 พันล้านบาท โดยสัดส่วนแนวราบ 19% และคอนโดมิเนียม 81% คาดว่าจะสามารถบันทึกรายดั้งหมดในปีนี้ และด้วยรายได้ของปี 60 ที่พลาดเป้าไปประมาณ 3 พันล้านบาท ทำให้ QH ตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 10% โดยเราประมาณการรายได้ของปี 61 เท่ากับ 1.89 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.1% จากปีก่อน และคาดกำไรสุทธิเท่ากับ 3.48 พันล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน แนะนำ ถือ ให้ราคาเป้าหมาย 3 บาท
            โดยภาพรวมแล้วนักวิเคราะห์มากยังคาดว่ากำไรปี 61 มีแนวโน้มจะเติบโตต่อเนื่องจากปี 60 ราว 10-15% และมองว่าราคาหุ้นยังมีปัจจัยบวกจากอัตราเงินปันผลในระดับที่สูงกว่า 5%
            บล.บัวหลวง ระบุว่า หลังจากที่การเปิดตัวโครงการเป็นไปอย่างอนุรักษ์นิยมมากๆ ในปี 59 และ 60 (ลดลง 65% และ 12% ตามลำดับ) ทำให้บริษัทตั้งเป้ามูลค่าโครงการเปิดใหม่เพิ่มขึ้นจาก 8 พันล้านบาท ในปี 60 มาอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท ในปี 61 ขณะที่บริษัทตั้งเป้ายอดจองซื้อเติบโต 11% สำหรับภาพรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายปี 61 สูงขึ้น เนื่องจากมูลค่าคอนโดมิเนียมใหม่ที่แล้วเสร็จจะเพิ่มขึ้นจาก 7 พันล้านบาท มาอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท ในปี 61 ทั้งนี้ อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิของบริษัทแตะจุดต่ำสุดในรอบ 10 ปีที่ 1 เท่า และงบการเงินยังคงแข็งแกร่ง ทำให้เราคาดอัตราส่วนดังกล่าวจะลดลงมาเหลือ 0.8 เท่า ณ สิ้นปี 61 นอกเหนือจากนี้ยังมีอัพไซด์ในด้านนโยบายการจ่ายอัตราเงินปันผลที่อาจเพิ่มขึ้นจาก 62% ในปี 60 เป็น 70% ในอนาคต
            คาดกำไรหลักปี 61 เติบโต 11% และคาดอัตราเงินปันผลสูงถึง 7.2% และมูลค่าหุ้นยังอยู่ในระดับต่ำ โดยปัจจุบัน QH ซื้อขายบน PER ปี 61 ที่ 8.6 เท่า แนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" ให้ราคาเป้าหมาย 3.4 บาท
            ด้าน บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี แนะนำ ซื้อ QH โดยมีราคาเป้าหมาย 4 บาท โดย QH มียูนิตพร้อมขายมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ในสิ้นเดือน ก.ย. 60 ซึ่ง 43.4% มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำ อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่ากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ 29% ในปี 60 เป็น 30-32% ในปี 61 เนื่องจากโครงการใหม่มีอัตรากำไรสูงขึ้น และโครงการพร้อมขายซึ่งอัตรากำไรต่ำมีจำนวนลดลง
            ทั้งนี้ QH ตั้งเป้ารายได้ปี 61 โต 10-12% จากการโอนเพิ่มขึ้น และคาดว่ากำไรสุทธิจะโตในอัตราที่สูงกว่าเนื่องจากอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น การควบคุมค่าใช้จ่ายการขายและบริหารให้มีสัดส่วน 15% ของรายได้รวม การลดสินค้าคงคลัง และส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม เรายังคงประมาณการกำไรเติบโต 15% ในปีนี้ และอัตราเงินปันผล 5.8%

            เป็นที่น่าจับตามองว่าการย่อตัวของราคาหุ้น QH ที่สวนทางกับแนวโน้มกำไรที่มีโอกาสฟื้นตัว 2 ปีติด จะถึงจุดที่น่าสนใจในการเข้าซื้อหรือยัง ซึ่งหากมองโดยภาพรวมแล้ว ณ ระดับนี้ ยังมีปัจจัยหนุนสำคัญคือเงินปันผลในระดับที่สูงกว่า 6% (อิงจากเงินปันผลเท่ากับปี 60 ที่ 0.2 บาทต่อหุ้น) รวมถึงแรงซื้อกลับที่บริเวณค่าเฉลี่ย 200 วัน ถึง 2 ครั้ง ทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสจะผ่านการจุดต่ำสุดของการปรับฐานไปแล้ว

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด