สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

หุ้นฮ็อต

| 28 พฤษภาคม 2561 | 09:02

CK อนาคตยังหน่วง! โบรกเชียร์ซื้อ แต่กำไรมีโอกาสอ่อนตัว

CK อนาคตยังหน่วง! โบรกเชียร์ซื้อ แต่กำไรมีโอกาสอ่อนตัว

 

    CK เด้ง 2 สัปดาห์ติด ฟื้นกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ขณะที่นักวิเคราะห์แห่เชียร์ ‘ซื้อ’ จากโอกาสได้เห็นงานประมูลใหม่ๆ เริ่มในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ยังต้องระวังกำไรปีนี้มีโอกาสอ่อนตัว เหตุงานใหม่ต้องใช้เวลา และยังมีความเสี่ยงจากการเลื่อนประมูลของภาครัฐ

     หุ้น บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ล่าสุดราคาฟื้นตัวได้ 2 สัปดาห์ติดต่อกัน กลับมาปิดที่ 26.25 บาท ทำจุดสูงสุดในรอบเกือบ 4 เดือน แต่โดยภาพรวมแล้วยังคงอยู่ในช่วงซึมลงมาตั้งแต่ปลายปี 59 ซึ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 34.50 บาท
    CK เป็นบริษัทก่อสร้างที่สามารถรับบริหารโครงการขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนทุกรูปแบบ และมีความสามารถในการพัฒนา ลงทุน และบริหารโครงการสัมปทานระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานขนาดใหญ่ในประเทศและภูมิภาคอย่างครบวงจร โดยบริษัทมีบริษัทลูกที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์อีก 3 บริษัท คือ ทีทีดับบลิว (TTW) ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) และ ซีเค พาวเวอร์ (CKP)
    ย้อนกลับไปในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ หุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างทั้งหลาย รวมทั้ง CK ต่างกลับมาคึกคักและถูกพูดถึงกันอย่างต่อเนื่อง จากแผนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ด้วยความล่าช้าจากแผนงานในหลายๆ โครงการ ทำให้ผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มนี้ยังคงไม่สามารถเติบโตได้ตามที่หลายต่อหลายคนคาดหวังกันเอาไว้
    สำหรับ CK กำไรสุทธิในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ลดลงต่อเนื่องจาก 2.29 พันล้านบาท ในปี 57 มาเหลือ 2.19 พันล้านบาท 2 พันล้านบาท และ 1.81 พันล้านบาท ในระหว่างปี 58 – 60 ตามลำดับ ขณะที่ล่าสุด คือ ไตรมาส 1/61 บริษัทรายงานกำไรสุทธิที่ 301.72 ล้านบาท ทรงตัวจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 301.86 ล้านบาท
    อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์ส่วนมากยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้น CK จากการสำรวจมุมมองนักวิเคราะห์ผ่าน IAA Consensus พบว่านักวิเคราะห์ 8 ราย ให้คำแนะนำ "ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ราว 32 บาท โดยมุมมองเชิงบวกมาจากแนวโน้มงานประมูลภาครัฐที่น่าจะออกมามากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
    บริษัทหลักทรัพย์(บล.)บัวหลวง ระบุว่า การเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่น่าจะกลับมาให้เห็นในเร็วๆ นี้และจะเป็นปัจจัยหลักหนุนให้ราคาหุ้นในกลุ่มปรับสูงขึ้น เราคิดว่าด้วยสถานการณ์เช่นนี้ CK ควรจะซื้อขายที่ PBV สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 0.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขยับขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยดังกล่าว ดังนั้นเราจึงปรับเพิ่มราคาเป้าหมายที่อ้างอิงจาก PBV เป้าหมายขึ้นเป็น 29.50 บาท (เดิม 26 บาท) คงคำแนะนำ "ซื้อ"
    นับจากต้นปี CK เซ็นสัญญางานใหม่ได้เพียง 560 ล้านบาท แต่จะทำสัญญาโครงการมูลค่า 2.8 พันล้านบาทเร็วๆนี้ ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือน มี.ค. 61 มูลค่างานในมือที่รอรับรู้รายได้ของบริษัทอยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้จะรับรู้เป็นรายได้ระหว่างไตรมาส 2/61 - ไตรมาส 4/61 ราว 2.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะหนุนให้รายได้ปี 61 อยู่ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือจะรับรู้เป็นรายได้ในปี 62 ราว 2.2 หมื่นล้านบาท ดังนั้นเพื่อทำให้รายได้ปี 62 เติบโตได้ บริษัทจะต้องได้งานใหม่อย่างน้อยอีก 4-5 หมื่นล้านบาท ภายในสิ้นปี 61 อ้างอิงจากสมมติฐานที่ประมาณ 15-20% ของมูลค่าโครงการจะรับรู้เป็นรายได้ในปีแรก
    เรายังคาดว่า CK จะรายงานกำไรหลักเติบโต 15% ในปี 61 และ 13% ในปี 62 หนุนโดยส่วนแบ่งกำไรสูงขึ้นและดอกเบี้ยจ่ายลดลง โดย BEM จะเป็นปัจจัยหนุนส่วนแบ่งกำไรของ CK ในปีนี้ ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจาก CKP จะเป็นตัวผลักดันที่สำคัญในปี 62 หนุนโดยการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี
    Backlog ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาว่าจะเพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ขณะที่กำไรปีนี้ยังมีโอกาสหดตัวเหตุงานใหม่ยังต้องใช้เวลา
    บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) ระบุว่า Backlog ของ CK ณ ไตรมาส 1/61 อยู่ที่ 6.54 หมื่นล้านบาท อ่อนลงจากปลายปีก่อนที่ 7.2 หมื่นล้านบาท โดย Backlog ล่าสุดน่าจะรับรู้รายได้ไปถึงปี 65 แต่ฐานรายได้ปีก่อนที่ 3.5 หมื่นล้านบาท ทำให้ขนาดของ Backlog ดังกล่าวไม่มาก แต่ทว่าแนวโน้มการได้งานใหม่กำลังมา ทำให้เชื่อว่ามูลค่างานใหม่มีความเป็นไปได้จะไปถึงปีละ 1 แสนล้านบาท หากประเมินอัตราความสำเร็จในการเข้าประมูล 30% จากมูลค่าโครงการที่เข้าประมูลราว 1 ล้านล้านบาท ดังนั้นจึงเป็นช่วงจังหวะที่ดีในการเติม Backlog หนุนการเติบโตในอนาคต
    ทั้งนี้ ประเมินจาก Backlog ข้างต้น และผลประมูลที่เกิดในครึ่งหลังปี 61 น่าจะเริ่มก่อสร้างไม่ทัน ทางฝ่ายจึงตั้งเป้ารายได้ก่อสร้าง 3.1 หมื่นล้านบาท ลดลง 12% จากปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรน่าจะทรงตัวได้ แม้ว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอาจผลักดันราคาวัสดุก่อสร้าง แต่ทางบริษัทได้ล็อกราคาวัสดุก่อสร้างไว้ส่วนหนึ่ง ขณะที่งานเขื่อนไซยะบุรีส่วนเพิ่มซึ่งมีอัตรากำไรต่ำ ได้ส่งมอบไปมากเมื่อปีก่อน จึงไม่ได้ฉุดอัตรากำไรปีนี้มาก ขณะที่คาดหมายส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วม คือ BEM และ CKP ยังมีเติบโตต่อเนื่อง
    โดยรวมคาดกำไรปีนี้ 1.5 พันล้านบาท ลดลง 15% หากการประมูลได้ตามเป้าข้างต้น ทางฝ่ายเชื่อว่า บริษัทจะมี Backlog มากขึ้นเป็นแรงส่งรายได้เติบโตได้ต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทมีจุดเด่นในการรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้น จึงคาดโดยรวมจะยังทรงตัวราว 8% ส่วนบริษัทร่วมยังเติบโตได้ดี คาดกำไรเติบโตต่อเนื่องอีก 12% คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐานที่ 35 บาท
    ขณะที่ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/61 มีโอกาสเติบโตจากรายได้และเงินปันผลรับ จากความคืบหน้าของงานใหม่ทั้งรถไฟฟ้าสายสีส้ม และรถไฟทางคู่ จิระ-ขอนแก่น ที่มากขึ้น รวมถึงได้รับเงินปันผลจากบริษัทลูก ณ ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือราว 7 หมื่นล้านบาท สามารถรองรับรายต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปี ข้างหน้า และบริษัทเตรียมเข้าประมูลงานใหม่ เช่น รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสีม่วง และส้ม  รถไฟทางคู่เฟส 2 คาดว่าจะเริ่มเห็นความคืบหน้าในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นประเด็นเก็งกำไรรอบสั้นๆได้
    เราคงแนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 61 ที่ 29.50 บาท โดยประเด็นบวกของ CK ยังอยู่ที่โอกาสได้รับงานใหม่ทั้งงานจากภาครัฐต่างๆ ที่เตรียมประมูล คาดหมายงานใหม่ที่อยู่ระหว่างเจรจาคือ งานเขื่อนหรือฝ้ายน้ำล้นในประเทศลาว และโอกาสที่จะได้รับงานใหม่เพิ่มจากบริษัทลูกทั้ง BEM และ CKP โดยมีประเด็นติดตามคือเรื่องความคืบหน้าของการงานประมูลภาครัฐ ซึ่งหากยังคงล่าช้าจะมีผลต่อการเติบโตของรายได้ในอนาคต
    อนาคตของ CK ในระยะสั้นคงต้องยอมรับว่ายังไม่มีอะไรการันตีว่าจะเป็นไปตามแผนทั้งหมด ด้วยผลประกอบการที่ต้องพึ่งพางานประมูลจากภาครัฐ ซึ่งต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีโอกาสจะล่าช้าได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะโครงการที่ยังเป็นแค่แผนว่าจะเปิดประมูล ฉะนั้นหากจะเข้าซื้อหุ้น CK ก็คงจะต้องลุ้นกันยาวๆสักหน่อย
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด