สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

หุ้นฮ็อต

| 4 มิถุนายน 2561 | 09:18

SCC ไหลต่อเนื่อง! ผิดหวังงบ Q1/61 สถาบันตัดขายหุ้น

SCC ไหลต่อเนื่อง! ผิดหวังงบ Q1/61 สถาบันตัดขายหุ้น

           SCC ร่วงต่อเนื่องหลังโชว์งบไตรมาส 1/61 ลดลง 29% ขณะที่สถาบันต่างชาติเริ่มปล่อยของ ด้านนักวิเคราะห์ยังเชื่อมั่นพื้นฐานแกร่ง ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยสูงถึง 545 บาท จับตาราคาน้ำมันดิบส่งผลต่อส่วนต่างราคาขายปิโตรเคมี รวมทั้งทิศทางค่าเงินบาทหลังจากนี้

           ราคาหุ้น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลังจากรายงานผลประกอบการไตรมาส 1/61 มีกำไรสุทธิ 1.24 หมื่นล้านบาท ลดลง 22% จากปีก่อนที่ทำได้ 1.73 หมื่นล้านบาท ล่าสุดราคาหุ้นร่วงลงไปแตะ 444 บาท ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาปิดที่ 452 บาท ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี ขณะที่ปริมาณการซื้อขายรวมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 29 เดือน อยู่ที่ 36.7 ล้านหุ้น
           SCC ประกอบธุรกิจการลงทุน (Holding company) ใน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมีภัณฑ์ และธุรกิจบรรจุภัณฑ์
           บริษัทชี้แจงว่าผลการดำเนินงานไตรมาสแรกที่ลดลงจากปีก่อนเป็นผลจากการลดลงของธุรกิจเคมิคอล ซึ่งมีกำไรสุทธิลดลง 38% ทำได้ 8.13 พันล้านบาท โดยได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า กำไรจากส่วนได้เสียในบริษัทร่วมลดลง และต้นทุนแนฟทาสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบโดยเฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้น 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือราว 8% มาอยู่ที่ 67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับเมื่อปีก่อนบริษัทมีกำไรพิเศษราว 1.9 พันล้านบาท
           ขณะที่ธุรกิจหลักอีก 2 ส่วน คือ ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มีกำไรเพิ่มขึ้น 29% ทำได้ 1.51 พันล้านบาท (ไม่รวมผลกระทบจากการปิดบริษัท TUP ในปีก่อน) ส่วนธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 10% ทำได้ 2.48 พันล้านบาท
           จากแนวโน้มผลประกอบการของ SCC ที่น่าผิดหวัง ส่งผลให้กองทุนต่างชาติอย่าง Aberdeen Asset Management Asia ตัดขายหุ้นออกมาก่อนตั้งแต่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา จำนวน 7.846 แสนหุ้น หรือ 0.0655% ด้วยราคาซื้อขายเฉลี่ย 507.23 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูคค่า 397.97 ล้านบาท หลังจากการขายยังคงเหลือถือหุ้น 4.94%
           อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนมากยังคงเชื่อมั่นต่อพื้นฐานในระยะยาวของหุ้น SCC โดยจากการสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ 9 แห่ง ผ่าน IAA Consensus พบว่ายังคงให้ราคาพื้นฐานเฉลี่ยที่ 545 บาท พร้อมกับคำแนะนำ ซื้อ จาก 5 บริษัทหลักทรัพย์
           บล.เอเชียเวลท์ ระบุว่า คาดว่าผลประกอบการธุรกิจปิโตรเคมีในปี 61 มีแนวโน้มทรงตัว แม้ส่วนต่างปิโตรเคมีจะยังอยู่ในระดับ 600-700 ดอลลาร์ต่อตัน แต่โดยรวมยังได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า ด้านปริมาณขายปิโตรเคมีคาดว่าจะทรงตัว เนื่องจากใช้กำลังการผลิตในระดับสูงกว่า 90% อยู่แล้ว และยังไม่มีกำลังการผลิตใหม่ที่มีนัยสำคัญเพิ่มเข้ามา
           ส่วนความต้องการใช้ปูนซิเมนต์ในปีนี้เติบโตเพียง 0% จากเดิมที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้ 2-3% แต่ได้รับผลบวกจากการปรับราคาขายขึ้นประมาณ 50-100 บาทต่อตัน ช่วยชดเชยผลกระทบจากต้นทุนถ่านหินได้ และต้นทุนพลังงานลดลงจากการลงทุนติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป ขนาด 10 เมกะวัตต์ ที่โรงงานแก่งคอย สระบุรี นอกจากนี้บริษัทมีแผนจะติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อปเพิ่มเติมอีก 27 เมกะวัตต์ โดยรวมยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 61 และ 62 ที่ 5.44 หมื่นล้านบาท และ 5.64 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ คงคำแนะนำ ถือ ด้วยราคาเป้าหมาย 520 บาท อิง EV/EBITDA ที่ 8 เท่า
           สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันและค่าเงินบาทล่าสุด น้ำมันดิบเบรนท์ขยับขึ้นจากราคาปิดเมื่อไตรมาส 1/61 ที่ 70 เหรียญต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 76 เหรียญต่อบาร์เรล ขณะที่ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากราว 31.2 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 32.2 บาทต่อดอลลาร์
           ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอง ระบุว่า จากแรงกดดันในด้านต้นทุนน้ำมัน และแนฟทา และกำไรสุทธิปิโตรเคมีมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 70% ของกำไรรวม ทำให้เราปรับประมาณการลง โดยประเมินกำไรสุทธิปีนี้เท่ากับ 4.87 หมื่นล้านบาท ลดลง 11.4% จากปีก่อน พร้อมปรับลดคำแนะนำเป็น ถือ และลดราคาเป้าหมายจาก 550 บาท เป็น 500 บาท บนฐาน PE เฉลี่ยที่ 12 เท่า
           ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ในไตรมาส 2/61 ยังปรับขึ้นต่อเนื่องประมาณ 13% จากไตรมาสแรก ทำให้ต้นทุนแนฟทาปรับเพิ่มขึ้น 16% จากค่าเฉลี่ยในไตรมาสแรก ส่งผลให้ส่วนต่างราคาระหว่าง HDPE และแนฟทา ก่อนหน้านี้ร่วงลงเหลือ 711 ดอลลาร์ต่อตัน จากค่าเฉลี่ยไตรมาสแรกที่ 798 ดอลลาร์ต่อตัน คาดจะกดดันให้ผลประกอบการไตรมาส 2/61 ลดลงต่อ จากปีก่อนที่ทำได้ 1.32 หมื่นล้านบาท
           คาดว่า SCC จะสามารถรักษาระดับเงินปันผลประมาณ 19 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 4% จากการมีกระแสเงินสดในรูป EBITDA สูงถึง 8 หมื่นล้านบาท ทำให้ SCC สามารถแบ่งเงินลงทุนได้ปีละประมาณ 5 หมื่นล้านบาท              

           แม้ราคาหุ้น SCC จะวิ่งทะลุระดับ 500 บาท ขึ้นมาได้ตั้งแต่กลางปี 58 แต่ก็ไม่สามารถรักษาระดับอยู่ได้อย่างมั่นคง เนื่องจากผลงานในปีล่าสุดที่ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท จากปี 59 ที่ทำได้ 5.6 หมื่นล้านบาท และด้วยผลงานไตรมาสแรกที่ยังคงออกมาไม่ดีนัก เชื่อว่าในระยะสั้นราคาหุ้น SCC น่าจะยังถูกกดดันต่อเนื่อง จนกว่าจะเริ่มเห็นผลประกอบการที่ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างที่นักวิเคราะห์คาดหวังกันเอาไว้ 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด