หุ้นฮ็อต

| 13 กุมภาพันธ์ 2561 | 09:11

UTP 10 ปี 15 เด้ง! ราคาระดับนี้เต็มมูลค่าหรือยัง?

    UTP พุ่งกว่า 1,500% ภายใน 10 ปี ล่าสุดวิ่งทำ All time high ต่อเนื่องที่ 10.70 บาท ขณะที่นักวิเคราะห์คาดกำไรไตรมาส 4/60 โตราว 70-140% จากปีก่อน แต่ระวังปี 61 โตช้ากว่าแผน เหตุพื้นที่จัดเก็บสินค้าไม่เพียงพอต่อกำลังการผลิตใหม่

    ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้น บริษัท ยูไนเต็ด เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UTP พุ่งขึ้นกว่า 15 เท่าตัว หรือ 1,500% จากราว 0.65 บาท ขึ้นมาทำจุดสถิติสูงสุดตลอดกาล (All time high) ที่ 10.70 บาท
    UTP ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายกระดาษคราฟท์ซึ่งใช้สำหรับอุตสาหกรรมหีบห่อและบรรจุภัณฑ์ ประเภทกล่องลูกฟูกและกระดาษทำผิวกล่อง
    หลังจากที่ผลประกอบการของ UTP สะดุดไปในปี 58 ซึ่งกำไรสุทธิลดลงมาเหลือ 163.99 ล้านบาท จาก 199.41 ล้านบาท ในปี 57 แต่ในปี 59 และ 60 กำไรของ UTP สามารถกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง หนุนให้ราคาหุ้นวิ่งจากราว 4 บาท ขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน
    ในปี 59 UTP มีกำไรสุทธิ 191.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.7% ขณะที่ 9 เดือนของปี 60 บริษัทสามารถทำกำไรได้แล้ว 212.16 ล้านบาท มากกว่าปี 59 ทั้งปี และมากกว่างวดเดียวกันของปีก่อนถึง 39.8% ขณะที่ผลงานในไตรมาส 4/60 ซึ่งใกล้จะประกาศออกมานี้ นักวิเคราะห์เชื่อว่าจะยังเติบโตได้ต่อเนื่อง และมีโอกาสที่จะต่อเนื่องไปในปี 61 จากความต้องการใช้กระดาษที่มากขึ้น และบริษัทได้ลงทุนขยายกำลังการผลิตมารองรับไว้แล้ว
    บล.บัวหลวง ระบุว่า เราคาดกำไรไตรมาส 4/60 ที่ 93 ล้านบาท เติบโต 140% จากปีก่อน และ 7% จากไตรมาสก่อน จากการคาดการณ์ว่าบริษัทจะเดินเครื่องได้ถึง 500 ตัน/วัน (หรือราว 15,000 ตัน/เดือน) ซึ่งจะเป็นการรับรู้รายได้ 2 สายการผลิตเต็มไตรมาสในไตรมาส 4/60 นี้ หนุนให้รายได้เติบโตขึ้นเป็น 1 พันล้านบาท และเราคาดมาร์จิ้นจะดีต่อเนื่องจากไตรมาส 3/60 อิงจากงบของปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ที่รายงานออกมาว่าธุรกิจ Packaging กำไรเติบโตเป็นเท่าตัว และ EBITDA margin เพิ่มขึ้นราว 2% (จาก 12.9% เมื่อปี 59 เป็น 14.7% ในไตรมาส 4/60 ปีนี้
    สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/61 เราคาดผลประกอบการจะเติบโตสูงจากการใช้กำลังการผลิตขึ้นไปถึงระดับ 650 ตัน/วัน (20,000 ตัน/เดือน) และคาดมาร์จิ้นจะยังอยู่ในระดับสูง เพราะราคาต้นทุนเศษกระดาษปรับตัวลงจากมาตรการโควต้านำเข้าของจีน แต่ราคาขายเฉลี่ยของบริษัทยังสามารถยืนสูงในระดับ 17-18 บาท/กก. โดยเราคาดปีนี้กำไรของบริษัทจะเติบโตราว 26% เป็น 380 ล้านบาท ในขณะที่กำไรมีโอกาสมากกว่าคาด หากบริษัทสามารถเดินเครื่องได้มากกว่านี้ ซึ่งสมมุติฐานเชิงอนุรักษ์นิยมของเราที่การใช้กำลังกาผลิต 75% หรือ 600 ตัน/วัน (210,000 ตัน/ปี) เทียบกับเป้าหมายการเดินเครื่องของบริษัทที่ 264,000 ตัน/ปี (หรือคิดเป็นการใช้กำลังการผลิตราว 90%) 
    แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 11.6 บาท ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ PER เพียง 15 เท่า นับว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับการเติบโตในระดับ 26% ซึ่งคิดเป็น PEG เพียง 0.58 เท่า
    ด้าน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) คาดกำไรไตรมาส 4/60 ทำได้ 68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71% จากปีก่อน แต่ลดลง 22% จากไตรมาสก่อน โดยคาดปริมาณการผลิตช่วงไตรมาส 4/60 ที่ 400 ตัน/วัน ปรับตัวลดลง 100 ตัน/วัน จากไตรมาส 3/60 เพราะความต้องการกระดาษคราฟท์ที่ลดลงอย่างมากในเดือน ต.ค. และเดือน ธ.ค. 60 จากช่วงวันหยุดยาว ส่งผลให้เราปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิทั้งปี 60 ลงมาอยู่ที่ระดับ 280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% จากปีก่อน ต่ำกว่าคาดการณ์เดิม 38 ล้านบาท
    ส่วนแนวโน้มปี 61 เราปรับลดคาดการณ์กำไรลง 72 ล้านบาท มาอยู่ที่ระดับ 427 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จากปีก่อน เนื่องจากเราประเมินว่าบริษัทจะมีปริมาณการผลิตปีนี้เฉลี่ยเพียง 575 ตัน/วัน ต่ำกว่าที่เราเคยคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 650 ตัน/วัน และต่ำกว่าที่บริษัทตั้งเป้าไว้ที่ระดับ 600-700 ตัน/วัน เนื่องจากพื้นที่โกดังปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการจัดเก็บสินค้า การขยายพื้นที่โกดังใหม่จะแล้วเสร็จประมาณช่วงไตรมาส 3/61 ซึ่งไม่ทันการต่อการรองรับปริมาณการผลิต 
    อย่างไรก็ตามแม้เราจะปรับลดปริมาณการผลิต แต่การเติบโตของกำไรสุทธิปี 61 ยังคงอยู่ในระดับสูงจากการเพิ่มไลน์การผลิตใหม่ตั้งแต่เดือน ส.ค. 60 และการได้รับสิทธิประโยชน์ BOI เว้นการเสียภาษี โดยรวมจึงปรับลดคำแนะนำลงจากเดิม “ซื้อ” เป็น “ถือ” และทำการปรับลดราคาเป้าหมายลงมาที่ 9.8 บาท จากเดิม 11.5 บาท อิง PER ย้อนหลัง 5 ปี ที่ 15 เท่า
    นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าสนใจคือ การเข้าซื้อหุ้นของ บลจ.บัวหลวง ตลอดช่วงเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสัดส่วนการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นมาแตะระดับ 10% จากเดิมที่ยังถือหุ้นต่ำกว่า 0.5% ณ วันปิดสมุดทะเบียนล่าสุดเมื่อ 10 มี.ค. 60
    จากการสำรวจแบบรายงานการได้มาหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) พบว่า บลจ.บัวหลวง ถือหุ้นทะลุ 5% เมื่อเดือน ต.ค. 60 ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 10.36% เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา
    ขณะเดียวกันสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างเห็นได้ชัดเมื่อราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาต่อเนื่อง คือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล หากย้อนไปในปี 57-58 จะเห็นว่า UTP ยังให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับ 4-5% แต่ปัจจุบันนั้นลดลงมาอยู่ในระดับ 1-2% ทางด้านค่า P/E ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากราว 13-14 เท่า มาแตะระดับ 25 เท่า

    สิ่งที่น่าติดตามสำหรับ UTP ต่อจากนี้คือ การลงทุนขยายกำลังการผลิตที่เกิดขึ้นไปก่อนหน้านี้ บริษัทจะสามารถเปลี่ยนมาเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นได้มากน้อยเพียงใด เพราะในปัจจุบันต้องยอมรับว่าราคาหุ้น UTP ปรับตัวขึ้นมาด้วยความคาดหวังที่สูงขึ้น

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด