หุ้นฮ็อต

| 24 มกราคม 2561 | 13:01

SPCG คึกคัก เก็งงบ Q4/60 กำไรนิวไฮ แต่ระวังอัพไซด์เริ่มจำกัด

    SPCG ราคาดีด นิวไฮรอบ 2 เดือน โบรกฯ คาดกำไรสุทธิ Q4/60 ทำสถิติสูงสุดรายไตรมาสที่ 678 ล้านบาท หนุนทั้งปี 60 กำไรนิวไฮ 2.4 พันล้านบาท และเพิ่มเป็น 2.56 พันล้านบาท ในปีนี้ พร้อมสตอรี่ร่วมทุนโครงการโรงไฟฟ้าใหญ่ 480MW ที่รออยู่ แต่ระวังอัพไซต์เหลือน้อย จากราคาเหมาสม 23.10 - 27.25 บาท

    ราคาหุ้นบมจ.เอสพีซีจี (SPCG) ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นตั้งแต่เปิดตลาด ทำจุดสูงสุดของวันที่ 24.10 บาท ทุบสถิตินิวไฮรอบ 2 เดือน ก่อนปิดตลาดภาคเช้าที่ 23.90 บาท เพิ่มขึ้น 1.70 บาท หรือ 7.66% ปริมาณหุ้นซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่า 1,332% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า 
    SPCG ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทย่อยทั้งหมด 44 แห่ง แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1.ธุรกิจลงทุนและพัฒนาโซลาร์ฟาร์มแบบครบวงจร 2.ธุรกิจผลิต จำหน่าย และติดตั้งแผ่นหลังคาเหล็กเคลือบรีดลอน 3.ธุรกิจจำหน่ายและติดตั้งโซลาร์รูฟ 4.ธุรกิจให้สินเชื่อเช่าซื้อแก่บริษัท และโรงงานต่างๆ ในการลงทุนทำโซลาร์รูฟและระบบประหยัดพลังงาน 
    ในงวดปี 59 บริษัทมีสัดส่วนรายได้จาก ธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม 78.7% ธุรกิจโซลาร์รูฟ 15.8% จากธุรกิจเหล็ก 3.8% และรายได้อื่นๆ 1.7%
    สำรวจผลประกอบการย้อนหลังในปี 56 พบว่าเคยมีกำไรสุทธิเพียง 499.32 ล้านบาท ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดมาอยู่ที่ 1,655.61 ล้านบาทในปี 57 จากการรับรู้รายได้โครงการโซลาร์ฟาร์มทั้ง 23 แห่งเข้ามาเต็มปี และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 58 เป็น 2,190.17 ล้านบาทจากการจ่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 13 โครงการ และเพิ่มเป็น 2,314.21 ล้านบาทในปี 59 แม้จะไม่มีการจ่ายไฟฟ้าเพิ่ม
    ในขณะที่งวด 9 เดือนปี 60 มีกำไรสุทธิ 1,801.40 บาท เติบโตจากงวดเดียวกันปี 59 ที่ทำได้ 1,684.69 ล้านบาท จากการเติบโตของรายได้ธุรกิจติดตั้งโซลาร์รูฟที่เพิ่มขึ้น แม้ไม่มีโครงการโรงไฟฟ้าใหม่เข้ามาก็ตาม 
    ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น SPCG เปิดตลาดพุ่งแรงตั้งแต่เปิดตลาดในวันนี้ ได้รับปัจจัยหนุนจากนักวิเคราะห์ที่คาดว่ากำไรสุทธิ SPCG ในไตรมาส 4/60 จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือทำได้ 678 ล้านบาท รวมถึงแนวโน้มปี 61 จะได้รับอานิสงส์จากภาครัฐขยายเวลาติดตั้งโซลาร์รูฟ
    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เผย กำไรสุทธิในไตรมาส 4/60 จะเติบโตทำสถิติสูงสุดที่ 678 ล้านบาท ขยายตัว 24% QoQ และ 8% YoY จากการเข้าสู่ฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตกระแสไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มดีที่สุด และจากการทยอยติดตั้งแผงโซลาร์รูฟได้ตามเป้าหมายที่ 1,500 ล้านบาท ประกอบกับภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลง 15% YoY จากการทยอยคืนหนี้และรีไฟแนนนซ์เงินกู้โครงการเป็นหุ้นกู้ ทำให้ทั้งปี 2560 จะรายงานกำไรมาที่ราว 2.4 พันล้านบาท
    ในขณะที่แนวโน้มปี 61 กำไรสุทธิจะเติบโตมาอยู่ที่ 2,568 ล้านบาท จากภาครัฐยังสนับสนุนตลาดโซลาร์รูฟบนโรงงาน ทำาให้ตลาดยังมีทิศทางสดใส ซึ่งผู้บริหารตั้งเป้ารายได้จากการขายและติดตั้งอยู่ที่ 2 พันล้านบาทในปีนี้ ขยายตัวอีก 33% YoY และมี Backlog ในมือเกือบเต็มแล้ว ส่วนโครงการโซลาร์ฟาร์มญี่ปุ่น ขนาด 30MW อยู่ระหว่างเชื่อมต่อไฟฟ้าแล้ว จำหน่ายไฟฟ้าได้ใน Q2/61 และจะรับรู้ผลตอบแทนเป็นเงินปันผลในงบกำไรขาดทุนของ SPCG 
    นอกจากนี้จากการสำรวจพบว่ายังมีสตอรี่การเติบโตอีก หลังจากที่ผู้บริหารเผยอยู่ระหว่างการดำเนินงานโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นกำลังการผลิต 480 MW และจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 62 
    นางสาววันดี กุญชรยาคง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสพีซีจี เปิดเผยว่า แผนการร่วมทุนโครงการโซลาร์ฟาร์ม ชื่อ Ukujima Mega Solar Project ขนาดกำลังการผลิต 480 เมกะวัตต์ (MW) ณ เกาะ Ukujima เมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีผู้ร่วมลงทุนทั้งสิ้น 8 บริษัท ซึ่งใช้งบประมาณในการลงทุนประมาณ 58,000 ล้านบาท โครงการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มการก่อสร้างในปี 2562 ซึ่งจะมาจากการเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) เพื่อเสนอขายและจัดสรรให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement)
    ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาเข้าลงทุนธุรกิจโซลาร์ฟาร์มเพิ่มเติมในต่างประเทศ โดยจะเน้นแถบเอเชียเป็นหลัก แม้ปัจจุบันผลตอบแทนของโซลาร์ฟาร์มจะลดลง แต่ยังมีอัตรากำไรสุทธิในระดับสูงถึง 40% จากปัจจุบันที่มีการจ่ายไฟฟ้าแล้ว 36 โครงการ 260 MW จะมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเพิ่มอีก 30MW ในQ2/61 
    ถึงแม้บริษัทจะสามารถสร้างกำไรเติบโตต่อเนื่องโดยไม่มีการจ่ายไฟฟ้าเพิ่มเติม ประกอบกับยังมีสตอรี่การเติบโตอีกค่อนข้างมากแต่จากบทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่ให้ราคาเหมาะสมไว้เพียง 23.10 - 27.25 ทำให้อัพไซด์เหลืออีกไม่มาก
    บล.กสิกรไทย เผยปรับคำแนะนำ SPCG จาก "ซื้อ" เป็น"ถือ" และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 23.10 บาทที่ปลายปี 61 จาก 23.00 บาทที่เป็นเป้าหมายกลางปี 61 เนื่องจากมองว่า SPCG ยังมีการเติบโตที่จำกัด ปัจจุบัน SPCG มีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาแค่เพียงโครงการเดียว คือโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่น 30 MW นอกจากนี้ SPCG ยังมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจโซลาร์รูฟ ถึงแม้ว่าจะเป็นสัดส่วนน้อยต่อกำไรของบริษัท อย่างไรก็ตามเรายังมองว่า บริษัทจะมีกำไรในไตรมาส 4/2560 ดีขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่หมดฤดูฝน ทำให้มีความเข้มของแสงที่ดีขึ้น และยังได้รับประโยชน์จากค่า Ft ที่ปรับขึ้นอีก 27% จาก -0.22บาท/kWh ในไตรมาส3/2561 เป็น -0.16บาท/kWh ในไตรมาส4/2561 
    บล.ธนชาต เผย ธุรกิจโซลาร์ฟาร์มมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แม้กระแสไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าจะลดลงจากค่า Ft ที่ลดลง เนื่องจากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงจากการชำระหนี้คืน ในขณะที่ธุรกิจเทรดดิ้งและติดตั้งหลังคาโซลาร์รูฟของ SPCG ดีขึ้นเช่นกัน อัตรากำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 7.9% จากต้นทุนแผงเซลล์แสงอาทิตย์ลดลง นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยยังลดลงด้วย 
    คาดว่าธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ใน Q4/60 จะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ เนื่องจากแสงอาทิตย์ที่ดี นอกจากนี้เรายังคาดว่าความต้องการติดตั้งหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย 
    ให้ราคาเป้าหมายที่ 25.0 บาท ปัจจุบันราคาเข้าใกล้แล้วอาจทบทวนประมาณการใหม่
    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ให้ราคาเหมาะสมที่ 27.25 บาท จากอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนที่ยังคงเติบโต และปัจจุบันซื้อขายเพียง PE 18 เท่า มีส่วนลดจากกลุ่มพลังงาน 47% และปันผลสูงถึง 6.3%

    ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างมากในวันนี้ สะท้อนถึงความคาดหวังต่อการเติบโตของ SPCG ทั้งจากการจ่ายไฟฟ้าเพิ่มในปีนี้อีก 30 MW และจากธุรกิจโซลาร์รูฟที่ได้รับผลดีจากการขยายระยะเวลาสนับสนุนของภาครัฐ รวมถึงสตอรี่โครงการร่วมทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ถึง 480 MW แต่สิ่งที่ต้องระวังคือราคาหุ้นที่ขึ้นมาจนเหลืออัพไซด์เหลือไม่มาก จากราคาเหมาะสมที่นักวิเคราะห์ให้ไว้ 23.10 - 27.25 บาท

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด