สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

หุ้นฮ็อต

| 15 มกราคม 2561 | 13:42

JMART พุ่งรับข่าวดี 3 เด้ง จับตาอัพไซด์เหลือน้อยเต็มที

JMART พุ่งรับข่าวดี 3 เด้ง  จับตาอัพไซด์เหลือน้อยเต็มที

           JMART วอลุ่มทะลัก - หุ้นพุ่งต่อเนื่อง 3 วันติด ดันราคาทำ All Time High ตั้งแต่เข้าตลาดฯ รับข่าวดี 3 เด้งทั้งอานิสงส์เงินบาทแข็งค่า , เข้าตาสถาบันหลังคำนวณ SET100 , โบรกฯ คาดกำไรนิวไฮต่อเนื่อง 3 ซ้อน แต่ระวังอัพไซด์แทบไม่เหลือจากราคาเหมาะสม 19.40-23 บาท

           ราคาหุ้น บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART ปรับตัวขึ้นแรงและมีปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มอย่างโดดเด่นในการซื้อขายช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยราคาเปิดที่ 19.80 บาท ก่อนพุ่งแตะ 20.90 บาท สูงสุดตั้งแต่เข้าซื้อขาย และปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ 20.70 บาท เพิ่มขึ้น 1.20 บาท หรือ 6.15% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่า 328% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า จากที่เคยเทรดวันละ 4.4 ล้านหุ้นเพิ่มเป็น 14.5 ล้านหุ้น
           JMART เป็นโฮลดิ้ง คอมปานี ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทย่อย 6 แห่ง โดยในงวดปี 59 มีรายได้ส่วนใหญ่จากธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 89.9% ธุรกิจจัดการหนี้สิน 5.3% ธุรกิจบริหารพื้นที่ค้าปลีก 4.4% และรายได้อื่นๆ 0.4% 
           บริษัทย่อยของ JMART ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีทั้งหมด 3 บริษัทได้แก่ บมจ. เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส(JMT) ถือหุ้น 57.04% บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย(SINGER) ถือหุ้น 25% และ บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท(J) ถือหุ้น 67.5% นอกจากนี้ยังที่แผนนำ "เจ ฟินเทค" ทำธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 61 และ "เจ เวนเจอร์ส" ทำธุรกิจร่วมลงทุน เข้าจดทะเบียนภายในปี 63
           ผลการดำเนินงาน JMART เคยมีกำไรสุทธิสูงสุดถึง 400 ล้านบาทในปี 56 ก่อนปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 349.90 ล้านบาทในปี 57 และ 322.64 ล้านบาทในปี 58 จากสถานการณ์ความไม่ปกติทางด้านการเมืองของไทย ทำให้ยอดขายปรับตัวลดลง
           ก่อนที่ในปี 59 กำไรจะฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 438.25 ล้านบาท ต่อเนื่องถึงงวด 9 เดือนปี 60 JMART บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 394.12 ล้านบาท เติบโต 31.48% จากงวดเดียวกันปี 59 ตามรายได้ที่เติบโตทุกธุรกิจ โดยเฉพาะรายได้จากการติดตามหนี้สิน และรายได้ค่าเช่า
           สอดคล้องกับราคาหุ้น JMART ที่กลับตัวเป็นขาขึ้นมาตั้งแต่ ม.ค. 59 จากระดับราว 5 บาท ขึ้นมาทะลุ 20 บาท หรือเพิ่มขึ้น 4 เท่าตัวภายในเวลาประมาณ 2 ปีเท่านั้น 
           ล่าสุดหุ้น JMART พุ่งขึ้นติดต่อกัน 3 วันทำการตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน จาก 17.80 บาท ขึ้นมายืนเหนือ 20 บาท พร้อมด้วยปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นเกินปกติ สำรวจพบข่าวดี 3 เด้งที่เป็นปัจจัยหนุน
           ปัจจัยแรกคาดว่า JMART อาจได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันมากขึ้นหลังได้รับคัดเลือกเข้าคำนวนดัชนี SET100 โดยมีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. - 30 มิ.ย. 61 
           สำรวจล่าสุดพบว่า JMART มีสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่โดยนักลงทุนสถาบันทั้งหมดราว 9.98% โดยแบ่งเป็น THE HONGKONG AND SHANGHAI BANKING CORPORATION LIMITED ถือหุ้น 6.5% บมจ.กรุงเทพประกันชีวิต 1.55% กองทุนเปิด เอ็มเอฟซี ไฮ-ดิวิเดนด์ ฟันด์ 0.71% กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เครือซิเมนต์ไทย ซึ่งจดทะเบียนแล้ว 0.63% และ EAST FOURTEEN LIMITED-DFA EMERG MARKET CORE EQ PORT 0.59% 
           ปัจจัยที่ 2 คือเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องทำให้บริษัทได้รับผลดีในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
           
บล.เคจีไอ ระบุว่า ค่าเงินบาทล่าสุดที่แข็งค่าแตะ 31.90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เป็นสถานการณ์เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบจากต่างประเทศ เพื่อนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในไทย เช่น กลุ่มขายสินค้าอุปกรณ์ไอที ที่ต้องนำเข้าสินค้า ทั้ง บมจ. คอมเซเว่น (COM7), บมจ.ซินเน็ค (ประเทศไทย) (SYNEX) และ บมจ.เจ มาร์ท (JMART) เป็นต้น
           สุดท้ายคือปัจจัยพื้นฐานของ JMART ที่นักวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรสุทธิจะเติบโตทำนิวไฮต่อเนื่องในช่วงปี 61-63 จากทุกธุรกิจที่ขยายตัว โดยเฉพาะธุรกิจติดตามหนี้ของ JMT และ SINGER ที่กลับมาเติบโตอย่างมีนัยยสำคัญ จากการให้บริการสินเชื่อรถแลกเงิน 
           บล.เคทีบี คาดว่า JMART จะมีกำไรสุทธิในปี 60 อยู่ที่ 558 ล้านบาท และปี 61 ที่ 758 ล้านบาท ขยายตัวที่ 24% และ 37% ตามลำดับ จากรายได้จากการให้บริการติดตามหนี้สินที่ขยายตัวสูงในปี 60 กว่า 63% และในปี 61 ที่ 21% เนื่องจากขนาดของหนี้เสียที่บริษัทรับซื้อเพิ่มขึ้นสูง  และจากยอดขาย,ราคาขายเฉลี่ยของโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น รวมถึง SINGER ที่ดีขึ้นจากการให้บริการสินเชื่อรถแลกเงิน และการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญลดลงภายหลังการปรับเปลี่ยนรูปแบบการติดตามลูกหนี้ และกำไรสุทธิของบริษัท J Fintech ที่เพิ่มขึ้นตามการขยายพอร์ตลูกหนี้ที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
           คาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิระยะยาวในปี 61 - 63 เฉลี่ยอยู่่ที่ปีละ 36% ตามโอกาสในการขยายธุรกิจภายใต้คอนเซ็ปต์ Synergy II ที่สนับสนุนการเติบโตในระยะยาว เช่น Digital Platform ที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในอนาคต 
           ให้ราคาเหมาะสมปี 61 ที่ 23.00 บาท โดยใช้วิธี SOTP
           บล.บัวหลวง คาดว่า กำไร Q4/60 ของ JMART จะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ เป็นผลจากการขายโทรศัพท์มือถือและกล้องถ่ายรูปที่เติบโตขึ้นตามอุตสาหกรรม และจากกำไรของ JMT ที่คาดเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผลประกอบการของ SINGER จะกลับมามีกำไรอย่างมีนัยยะ รวมถึงกลยุทธ์การขายของบริษัทเองที่คาดจะหนุนให้กำไรมีการเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรในปี 60 จะอยู่ที่ 554 ล้านบาท ในขณะที่ปี 61 จะอยู่ที่ 705 ล้านบาท เติบโต 26% และ 27% ตามลำดับ โดยคาดรายได้จากการขายโทรศัพท์มือถือจะเติบโตได้ตามสภาวะอุตสาหกรรม และผลประกอบการของ JMT ที่คาดเติบโตสูงจะเป็นปัจจัยหนุนผลประกอบการที่สำคัญ
           แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 21.3 บาท (อิง P/E 27 เท่า จากค่าเฉลี่ยในอดีต +1SD; Fully diluted EPS บนกำไรปี 2018) จากแนวโน้มกำไรที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
           บล.ทรีนิตี้ เผย แนวโน้มใน Q4/60 ของ JMART จะได้แรงหนุนจากยอดขายโทรศัพท์มือถือจากการเปิดตัวมือถือ flagship รุ่นใหม่ อาทิ Galaxy Note 8 และ Iphone8 ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีโครงการช็อปช่วยชาติของรัฐบาลมาช่วยกระตุ้นยอดขายอีกด้านหนึ่งด้วย 
           สำหรับในปี 61 คาดว่าจะเห็นสัดส่วนรายได้จากธุรกิจกล้องที่ชัดเจนมากขึ้น จากสาขา J Camera ที่คาดว่าจะเปิดได้ตามเป้าที่บริษัทวางไว้ที่ 10 สาขาในปีนี้ สำหรับธุรกิจของ J Fintech นั้น หากบริษัทสามารถควบคุมคุณภาพหนี้และค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ได้ จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตของผลประกอบการ โดยเราคาดกำไรปี 60 ที่ 547 ล้านบาท และปี 61 ที่ 704 ล้านบาท เติบโต 25%YoY และ 29%YoY ตามลำดับ
           ให้ราคาเป้าหมายของ JMART อิงวิธี SOTP ที่ 19.40 บาท อย่างไรก็ตามมีโอกาสที่เราจะปรับราคาเป้าหมายขึ้นหากเห็นพัฒนาการที่ดีของ J Fintech โดยเฉพาะในด้านคุณภาพหนี้ที่หากปรับตัวดีขึ้นจะทำให้ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ลดลง และส่งผลบวกต่อประมาณการของเราอย่างมาก
           ขณะที่ก่อนหน้านี้ผู้บริหาร JMART เคยให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางของบริษัทฯ เมื่อต้นปี 60 ระบุถึงเป้าหมายระยะยาว 5 ปี (60-64) มาร์เก็ตแคปจะเพิ่มขึ้นแตะ 4 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าราคาหุ้นจะไปถึง 54 บาท ภายในปี 64
           นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  JMART เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าภายใน 5 ปี มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เกตแคป) จะเพิ่มขึ้นแตะ 4 หมื่นล้านบาท จากสิ้นปี 2559 อยู่ที่ 9,126 ล้านบาท เนื่องจากราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นผลจากทุกบริษัทในกลุ่มเติบโต โดยคาดว่ารายได้รวมของกลุ่มจะเติบโตปีละ 30% ต่อเนื่อง 3-5 ปีจากนี้ ตามการเติบโตของบริษัทในกลุ่มทุกธุรกิจ หลังจากที่ได้ยกระดับมาเป็นบริษัทโฮลดิ้ง

           JMART นับเป็นหุ้นอีก 1 ตัวที่จะมีสตอรี่เข้ามาสร้างความคึกคักได้อย่างต่อเนื่องหลังจากนี้ โดยเฉพาะการดันบริษัทลูกอีก 2 แห่งเข้าตลาดฯ ที่จะเพิ่มมูลค่าอีกมากในอนาคต ขณะที่ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มสดใส หากเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ เป้าหมายมาร์เก็ตแคปแตะ 5 หมื่นล้านบาท หรือราคาหุ้นที่ 54 บาทภายในปี 64 ก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม จากปัจจุบันที่มาร์เก็ตแคปราว 1.5 หมื่นล้านบาท แต่ในระหว่างทางก็อาจต้องระวังแรงขายที่มีโอกาสเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะล่าสุดราคาหุ้นเข้าใกล้ราคาเหมาะสมจนแทบไม่เหลืออัพไซด์แล้ว

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด