หุ้นฮ็อต

| 20 ธันวาคม 2560 | 09:09

BPP โดนเท หวั่นอัตราแลกเปลี่ยนกดดันกำไรโค้งสุดท้าย

    BPP ทำนิวโลว์รอบ 3 เดือน โบรกฯ มองแนวโน้มงบ Q4/60 กำไรอ่อนตัว QoQ ตามฤดูกาล แถมมีอัตราแลกเปลี่ยนกดดัน รวมถึงความเสี่ยงจากคดีโรงไฟฟ้าหงสาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

    ความเคลื่อนไหวหุ้น บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เจอแรงเทขายกดราคาหุ้นทำนิวโลว์ในรอบ 3 เดือนที่ 25.50 บาท พร้อมกับปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่า 625% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า จากที่เคยซื้อขายวันละ 4.2 ล้านหุ้น เพิ่มเป็น 26.5 ล้านหุ้น
    BPP ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยปัจจุบันมีรายได้หลักมาจากการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป (Conventional power generation) และได้มีการขยายการลงทุนไปยังโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable power generation) โดยลงทุนในโรงไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบและในหลายประเทศ เช่น ประเทศไทย ประเทศลาว ประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น
    ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ BPP คือ บมจ.บ้านปู (BANPU) ที่ถือหุ้นราว 79% และมีผู้ถือหุ้นรายย่อยอีกเกือบ 24,000 ราย โดยบริษัทฯ เพิ่งเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อเดือน ต.ค. 59 ที่ราคา IPO 21 บาท ก่อนที่จะปรับขึ้นสูงสุดแตะ 31.75 บาท เมื่อเดือน ต.ค. 60 ที่ผ่านมา ส่วนราคาโลว์สุดอยู่ที่ 23.50 บาทในเดือน พ.ค. 60 
    ผลการดำเนินงาน BPP ปี 59 มีกำไรสุทธิ 4,138 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือนปีนี้กำไรสุทธิ 3,720 ล้านบาท โดยไตรมาส 3/60 มีกำไร 837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% YoY แต่ลดลง 54% QoQ 
    บล.ทิสโก้ ระบุ BPP รายงานผลประกอบการ 3Q17 ที่ 838 ล้านบาท (+72% YoY แต่ลดลง 54% QoQ) โดยส่วนแบ่งกำไรของโครงการหงสาและภูฝ้าย (595 ล้านบาท) และ BLCP (391 ล้านบาท) เป็นสัดส่วนหลัก โดยรายได้หลักจากจีน CHP เพิ่มขึ้น YoY จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น โดยเราแนะนำให้ “ซื้อ” โดยมีมูลค่าที่เหมาะสมใหม่ที่ 32 บาท เนื่องจากรายได้ที่มั่นคง และมีเงินปันผลที่ราว 4% ต่อปี
    ผลประกอบการ 9M17 คิดเป็น 76% จากประมาณการทั้งปี โดยเรายังคงรายได้และผลประกอบการในปี 2017F แต่อย่างไรก็ตาม เราปรับประมาณการปี 2018-19F ขึ้น 5% และ 10% ตามลำดับ แต่ปรับอัตรากำไรขั้นต้นลงจาก 30% จากเดิม 36% จากต้นทุนถ่านหินและ SG&A ที่เพิ่มขึ้นเป็น 15% จากเดิม 12-13%  และเราคาดส่วนแบ่งกำไรของเงินลงทุนในหงสาและ BLCP ที่ 5 พันล้านบาทต่อปี
    แรงขายหุ้น BPP ที่เกิดขึ้น น่าจะมาจากความกังวลผลการดำเนินงานไตรมาส 4/60 ที่นอกจากจะมีแนวโน้มอ่อนตัวลงตามฤดูกาลแล้ว ยังมีแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า รวมไปถึงความเสี่ยงจากคดีโรงไฟฟ้าหงสาที่ยังไม่สิ้นสุด
    บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า แนวโน้มผลประกอบการ 4Q60 คาดอ่อนตัวลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาล ผลประกอบการปกติ 9M60 ที่ 4,924 ล้านบาท คิดเป็น 85.9% ของประมาณการของเราที่ เบื้องต้นเรายังคงประมาณการไม่เปลี่ยนแปลงที่ 5,731 ล้านบาท อย่างไรก็ตามกำไรสุทธิมีโอกาสถูกปรับลดลง จากผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนของบริษัทร่วมที่รวมถึง -1,059 ล้านบาทใน 9M60  
    คำแนะนำการลงทุน เชิงปัจจัยพื้นฐานเราแนะนำ  Trading Buy เนื่องจาก BPP มีโอกาสลงทุนเพิ่มเติมทั้งในประเทศจีนแลญี่ปุ่นช่วยหนุนการเติบโตในระยะยาว อย่างไรก็ตามจาก upside ปัจจุบันที่จำกัด เชิงกลยุทธ์แนะนำเพียงถือ สำหรับผู้ที่ลงทุนอยู่แล้ว ส่วนผู้ที่ยังไม่มี อาจพิจารณารอ upside เพิ่มขึ้นก่อนพิจารณาลงทุน ราคาเป้าหมาย SOTP เท่ากับ 26 บาท (ยังไม่รวม upside จากโครงการ  Yamagata Iide  อีก 0.4-0.7 บาทต่อหุ้น)
    ทั้งนี้ BPP ความเสี่ยงจากการดำเนินงานความผันผวนของต้นทุนราคาถ่านหิน การเปลี่ยนแปลงนโยบาย/กฏหมายที่เกี่ยวของในประเทศที่เข้าไปลงทุน ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนรวมถึง ความเสี่ยงจากคดีความโรงไฟฟ้าหงสาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

    ในทางพื้นฐาน BPP ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นที่เข้าใกล้ราคาเหมาะสม ในขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน และคดีความโรงไฟฟ้าหงสาที่ยังไม่สิ้นสุด ยังเป็นประเด็นที่พร้อมจะกดราคาหุ้นลงได้เสมอ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด