สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

หุ้นฮ็อต

| 8 ธันวาคม 2560 | 09:13

STEC ติดหล่ม! งานเต็มมือ แต่กำไรยังไม่มา

STEC ติดหล่ม! งานเต็มมือ แต่กำไรยังไม่มา

    STEC ร่วงแตะ 23.10 บาท ทำจุดต่ำสุดในรอบปี โบรกฯ ชี้ พ.ร.บ. ใหม่ฉุดการลงทุนภาครัฐล่าช้า ขณะที่กำไรปีนี้ส่อแววหดตัว หลังโครงการใหญ่เลื่อนไปต้นปีหน้า ลุ้นปี 61 กลับมาเติบโตในรอบ 3 ปี จาก Backlog ทะลุระดับ 1 แสนล้านบาท

    ราคาหุ้น บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ร่วงลงเกือบ 5% ทำจุดต่ำสุดในรอบปีที่ 23.10 บาท โดยปัจจัยสำคัญที่เข้ามากดดันคือ ความกังวลต่อโครงการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐที่มีโอกาสจะล่าช้าออกไปกว่าที่คาดการณ์กันเอาไว้
    STEC ประกอบธุรกิจก่อสร้างงานทุกประเภททั้งงานโยธาและ งานเครื่องกล เช่น งานด้านระบบสาธารณูปโภค งานด้านอาคาร งานด้านพลังงาน งานด้านอุตสาหกรรม และ งานด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
    ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา STEC ได้แจ้งข่าวรับงานใหม่เพิ่มอีกกว่า 7 พันล้านบาท แต่ดูเหมือนว่าตลาดจะกังวลกับงานเก่าที่มีอยู่เต็มมือ แต่ต้องล่าช้าออกไปเสียมากกว่า ทำให้ราคาหุ้นร่วงลงมาอย่างที่เห็น
    บล.เคจีไอ ระบุ กระแสข่าวของโครงการประมูลโครงการภาครัฐใหม่ๆ เงียบหายไปในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้ราคาหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างค่อนข้าง underperform กลุ่มอื่นๆ ซึ่งเหตุผลหนึ่งมาจากตัว พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างใหม่ ทำให้หน่วยงานภาครัฐค่อนข้างระมัดระวังในการอนุมัติโครงการลงทุนต่างๆ เนื่องจากกฎหมายใหม่มีบทลงโทษที่ชัดเจนและรุนแรงทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ต้องปฏิบัติตามระเบียบใหม่และใช้ราคากลางจากกรมบัญชีกลาง รวมถึงกระบวนการใหม่ที่ต้องผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ทำให้การลงทุนภาครัฐในโครงการใหม่ๆ ล่าช้าออกไป
    นอกจากนี้การส่งมอบพื้นที่ต่างๆ ของโครงการรถไฟฟ้าสายสี ส้ม ชมพู และเหลือง เป็นไปค่อนข้างช้ากว่าที่คาด อีกทั้ง พ.ร.บ.ใหม่ก็สร้างความยุ่งยากให้กับหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ทั้งราชการเองและภาคเอกชน ทำให้โครงการลงทุนต่างๆ ที่เราคาดว่าจะสามารถเข้ามาได้ช่วงปลายปีนี้ล่าช้าออกไป
    ขณะเดียวกัน หากมองไปที่ผลประกอบการในปีนี้ แม้งานในมือของ STEC จะเพิ่มขึ้นทะลุระดับ 1 แสนล้านบาท แต่การเติบโตของกำไรสุทธิที่ตลาดคาดหวัง ดูเหมือนจะยังไม่มาตามนัดในปีนี้
    ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 56 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,733 ล้านบาท ก่อนจะลดลงมาเหลือ 1,520 ล้านบาท และ 1,526 ล้านบาท ในปี 57-58 และยังลดลงต่อเนื่องในปี 59 เหลือ 1,380 ล้านบาท ส่วนกำไรรวม 9 เดือนที่ผ่านมา ทำได้ 709 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 9 เดือนปีก่อนที่ 706 ล้านบาท
    ขณะที่ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) ระบุว่า กำไรไตรมาส 3/60 ของ STEC อ่อนลง 7% จากปีก่อน ทำได้ 217 ล้านบาท โดยรายได้ก่อสร้างลดลง 4% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นทรงตัวที่ 8% ทั้งๆ ที่ราคาเหล็กเพิ่ม คาดว่าบริษัทสามารถบริหารการจัดซื้อที่ดีจึงลดผลกระทบไปมาก แต่ทว่ารายจ่ายในการขายและบริหารปรับขึ้นจากการเตรียมการประมูลงานใหม่ในปีนี้ ทำให้กำไรโดยรวมอ่อนลง
    ทั้งนี้ กำไรรวม 9 เดือน คิดเป็นประมาณ 65% ของประมาณการทั้งปี จึงคงคาดการณ์กำไรปีนี้ลดลง 21% (อยู่ที่ 844 ล้านบาท ลดลงจากปี 59 ที่ 1,381 ล้านบาท ส่วนปี 61 คาดทำได้ 922 ล้านบาท) เพราะอยู่ในช่วงรอยต่อของการเริ่มงานใหม่ ทางฝ่ายคาดว่าการเริ่มงานใหญ่ รถไฟฟ้าสีส้ม สีเหลือง และสีชมพู จะเป็นแรงผลักดันต่อการกลับมาเติบโตในปี 61 โดยคาดกำไรเติบโต 25% คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยเชื่อว่าวงจรกำไรจะกลับมาในปีหน้า และงานใหม่ที่จะเปิดประมูลจะเป็นการสร้างการเติบโตต่อเนื่องในปี 62-63 ราคาหุ้นล่าสุดยังซื้อขาย P/BV ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
    ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า STEC มีงานในมือปัจจุบันที่สูงถึง 1.02 แสนล้านบาท  รองรับรายได้ถึง 4 ปีข้างหน้า  นับตั้งแต่ต้นปี STEC ได้งานใหม่เข้ามาถึง 7.4 หมื่นล้านบาท โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ คือ รถไฟฟ้าสายสีส้ม 1.6 หมื่นล้านบาท รถไฟฟ้าสายสีชมพู 1.8 หมื่นล้านบาท และ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงไตรมาส 3/60 ได้งานเพิ่ม คือ รถไฟทางคู่ 2 เส้นทาง รวม 9.8 พันล้านบาท และอนาคตมีแนวโน้มจะได้งานใหม่ต่อเนื่อง อย่างไรตามช่วงแรกของงานใหม่ที่เข้ามาเป็นเพียงการเตรียมงาน และมีความล่าช้า จึงจะเริ่มรับรู้รายได้เต็มที่ในปีหน้า
     สำหรับปีนี้ เราได้ปรับประมาณการลง คาดว่ากำไรจะติดลบ 30% เหลือ 967 ล้านบาท แต่ปี 61-62 จะโตสูงเป็น 1,596 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 65% และขยับเป็น 1,848 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% ตามลำดับ
    บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่า เราได้ปรับลดประมาณการปี 60 และ 61 ลง 8% และ 15% ตามลำดับ ด้วยการปรับลดสมมุติฐานเกี่ยวกับรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นลง เพื่อสะท้อนความล่าช้าของโครงการขนาดใหญ่ หลักๆ มี 3 โครงการคือ รถไฟฟ้าสายสีส้ม ชมพู และเหลือง จากเดิมควรเริ่มได้ในไตรมาส 4/60 แต่ล่าสุดจะเลื่อนไปเป็นไตรมาส 1/61 อย่างไรก็ดี อัตราการเติบโตกำไรเทียบปีต่อปี ในปี 60 และปี 61 น่าจะยังเติบโต 14% และ 25% ตามลำดับ และมีลุ้นการประมูลโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี ที่จะทราบผลประมาณไตรมาส 1/61 หากได้มาจะช่วยดึงอัตรากำไรขั้นต้นให้สูงขึ้น เพราะโครงการประเภทนี้จะให้อัตรากำไรขั้นต้นที่สูง
    อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าในงวดปี 61 บริษัทจะไม่สามารถรักษาฐานะการเงินเป็น เงินสดสุทธิได้ เพราะมีภาระการลงทุนที่มากขึ้น เช่น การร่วมทุนใน BSR ที่ลงทุน PPP ในรถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลือง จะต้องใช้เงินลงทุนอีก 4.2 พันล้านบาท ในช่วง 4 ปีแรก และในช่วง 10 ปีแรกจะยังไม่มีผลตอบแทนกลับมา แต่จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวเพราะเหลืออายุสัมปทานอีกถึง 20 ปี และได้รับงานก่อสร้างของทั้งสองสาย แต่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนก็ยังต่ำเพียง 0.1 เท่า คงคำแนะนำ ซื้อ แต่ราคาพื้นฐานใหม่ปรับลดเป็น 27 บาท สอดคล้องกับการปรับลดประมาณการ และประเมินด้วย P/E ปี 61 ที่ 31 เท่า

    STEC เป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่ถูกคาดหมายว่าจะกลับมาโดดเด่น จากความคึกครื้นของการลงทุนภาครัฐในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้งานก่อสร้างเรียงแถวเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่สุดท้ายแล้ว ดูเหมือนว่า STEC จำเป็นจะต้องเปลี่ยนงานเหล่านี้มาเป็นการเติบโตของกำไรให้ได้เสียก่อน มิเช่นนั้นแล้ว ราคาหุ้นก็มีโอกาสจะติดหล่มต่อไปแบบนี้เรื่อยๆ ได้เช่นกัน 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด