หุ้นฮ็อต

| 21 พฤศจิกายน 2560 | 09:17

KTC ลุ้นโตฝ่าเกณฑ์ใหม่แบงก์ชาติ แต่ระวังอัพไซด์เริ่มจำกัด

          KTC วิ่งทำ All Time High ไม่หยุด หลัง 9 เดือน โชว์กำไรเกือบเท่าปีก่อนทั้งปี โบรกฯ อัพเป้าใหม่สูงสุดแตะ 183 บาท จับตาการเติบโตหลังเจอเกณฑ์ใหม่แบงก์ชาติ คุมเข้มทั้งดอกเบี้ยและการออกบัตร กดดันความสามารถการทำกำไร ที่จะเห็นชัดเจนในไตรมาส 4 ปีนี้

          ราคาหุ้น บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทำ All Time High อีกครั้งที่ 167.50 บาท ท่ามกลางความกังวลเกณฑ์ใหม่แบงก์ชาติ ที่คุมเข้มสินเชื่อส่วนบุคคล ทั้งการคิดดอกเบี้ยและการออกบัตร ซึ่งจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนในไตรมาส 4/60 นี้
          KTC ทำธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค ประกอบด้วยบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ก่อตั้งเมื่อปี 2539 มีธนาคารกรุงไทยถือหุ้น 99.99% ต่อมาปลายปี 2545 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยราคา IPO 19 บาท โดยปัจจุบันธนาคารกรุงไทยยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ด้วยสัดส่วน 49.45% และรายย่อยอีก 3,900 ราย
          ปัจจุบัน KTC ดำเนิน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจบัตรเครดิต ที่สร้างรายได้หลัก 62% ของรายได้ทั้งหมด ธุรกิจสินเชื่อบุคคล และสินเชื่อเจ้าของกิจการ โดยมีจำนวนสมาชิก 3.1 ล้านบัญชี แบ่งเป็นบัตรเครดิต 2.2 ล้านบัตร และสินเชื่อส่วนบุคคลราว 8.5 แสนบัญชี
          ผลการดำเนินงาน KTC ในช่วง 4 ปี ที่ผ่านมา กำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่อง จาก 1,200 กว่าล้านบาทในปี 56 ขยับขึ้นมาทำนิวไฮในปีก่อน เกือบ 2.5 พันล้านบาท ส่วน 9 เดือนแรกของปีนี้ KTC ทำกำไรได้กว่า 2.3 พันล้านบาท เกือบจะเท่ากับปีก่อนทั้งปี ซึ่งหากไตรมาสสุดท้ายยังทำผลงานได้ดี เท่ากับว่าในปีนี้ KTC มีโอกาสที่จะทำกำไรสุทธิทะลุ 3 พันล้านบาท ขณะที่กำไรสะสมล่าสุดทะลุ 6 พันล้านบาทแล้ว
          KTC นับว่ามีจุดเด่น ที่สามารถกระตุ้นปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรของลูกค้า ได้สูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรม โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัว 6.9% สูงกว่าตลาดรวมบัตรเครดิต ที่ขยายตัวเพียง 3.8% 
          ที่น่าจับตาคือหลังจากนี้ KTC กำลังถูกท้าทายจากเกณฑ์ใหม่ของแบงก์ชาติ ที่คุมเข้มปล่อยกู้ บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล สั่งปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตลง เหลือ 18% จากเดิม 20%  พร้อมกับลดวงเงินปล่อยกู้ เหลือไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ สำหรับผู้มีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อเดือน จากเดิมที่สามารถให้วงเงินได้ถึง 5 เท่า แต่ไม่จำกัดการถือบัตรเครดิตของผู้บริโภคแต่ละราย มีผลตั้งแต่เดือน ก.ย. 60 
          ด้านผู้บริหาร KTC ยอมรับว่าเกณฑ์ใหม่นี้ จะส่งผลกระทบต่อ KTC ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แต่ยังคงเป้าหมายกำไรโต 10% ส่วน NPL จะรักษาให้ใกล้เคียงกับปัจจุบันที่ 1.57%  โดย KTC มีแนวทางรองรับ เพื่อรักษาระดับรายได้และกำไรให้เป็นไปตามเป้าหมาย เช่นกลยุทธ์ด้านมาร์เก็ตติ้งในร้านอาหาร และการใช้คะแนนแทนส่วนลด เป็นต้น
          ขณะที่นักวิเคราะห์ ปรับเพิ่มราคาเป้าหาย KTC ปีหน้าขึ้น สูงสุดแตะ 183 บาท โดยมีมุมมองต่อเกณฑ์ใหม่ของแบงก์ชาติที่ค่อนข้างต่างกัน ทั้งจะทำให้การเติบโตของกำไรชะลอตัว และเชื่อมั่นว่า KTC จะปรับตัวต่อเกณฑ์ใหม่ได้ดี 
          บล.บัวหลวง ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ KTC ขึ้น 5% สำหรับปี 2560 มาอยู่ที่ 3.45 พันล้านบาท การปรับกำไรเพิ่มเป็นผลมาจาก นโยบายที่เปลี่ยนแปลงจากซึ่งเดิมมุ่งเน้นคุณภาพสินเชื่อเป็นการให้บริการสินเชื่อผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิคส์เช่นมือถือ รวมถึงการทำแคมเปญการตลาดที่มากขึ้นเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นการบริโภคคาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวในปีหน้าส่งผลให้เราปรับสมมติฐานการปล่อยสินเชื่อสำหรับปี 2561 เพิ่มขึ้นจาก6.5% เป็น 10% (การเติบโตของสินเชื่อและคาดการณ์กำไรปี 2560 ยังคงเดิม) 
          การปรับเพิ่มประมาณการกำไรส่งผลให้เราปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2561 ขึ้น 14% มาอยู่ที่ 183 บาท อ้างอิงจากค่า PBV ที่ 3.2 เท่า(ROE อยู่ที่ 23.5% Ke 10.75% และ การเติบโตของกลุ่ม 5%) เราจึงคงคำแนะนำ ซื้อ
          บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะนำเพียง “ถือ” ราคาเป้าหมายปี 2018 ใหม่ที่ 170 บาท  โดยระบุว่า จากงาน Opportunity Day เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (17.11.2017) ผู้บริหารยังคงมีมุมมองต่อการดำเนินงานในอนาคตเชิงบวก แม้บริษัทจะได้รับผลกระทบจากข้อบังคับของ ธปท. ต่อธุรกิจบัตรเครดิต และธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน (มีผลบังคับใช้ 01.09.17) 
          บริษัทคาดว่าปี 2018 จะยังคงขยายสินเชื่อรวมที่ 10% ภายใต้การดำเนินงานทางการตลาดอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยสินเชื่อเหล่านี้จะมีคุณภาพที่ดีขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังคาดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตปี 2018 ที่ 15% แม้ 3Q17 บริษัทจะยังมีการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ 7% ต่ำกว่าที่คาดการณ์เดิมที่ 15% แต่บริษัทจะสามารถเพิ่มการใช้จ่ายข้างต้นผ่านการใช้จ่ายของโครงการช๊อปช่วยชาติ และการเข้าลงทุน LTF และ RMF เพิ่มขึ้น และบริษัทจะให้ความสำคัญกับสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ย
          เราให้ราคาเป้าหมายปี 2018 ใหม่ที่ 170.00 บาท (อิง PBV 2.9x) จากเดิม 135.00 บาท (อิง PBV 2.5x) ตามการขยายตัวของสินเชื่อที่ดีขึ้น และการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามเรามองว่าราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนมาตรการช๊อปช่วยชาติ เราจึงลดคำแนะนำเป็น “ถือ” 
          โดย KTC มีความเสี่ยง คือข้อบังคับของ ธปท. ที่มีผลกระทบต่อการขยายสินเชื่อ และรายได้ที่ลดลงในอนาคต, การใช้จ่ายที่อาจจะฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด และ NPLs ในระบบเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง

          หลังจากนี้ KTC ต้องเผชิญกับความท้าทายในการทำธุรกิจ ทั้งจากเกณฑ์ของทางการ การแข่งขันจากธนาคาร แนวโน้มเศรษฐกิจรวมถึงความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของลูกค้า การเติบโตที่เคยทำได้ดีมาตลอด จะถูกจำกัดลงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องจับตา รวมไปถึงราคาหุ้นที่เริ่มเข้าใกล้เป้าหมายใหม่ เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังในการเข้าเก็งกำไรด้วย

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด