หุ้นฮ็อต

| 14 พฤศจิกายน 2560 | 09:23

BEM ดิ่งสวนทางกำไรโต แค่"ปรับฐาน"หรือ"พื้นฐาน"เปลี่ยน?

    BEM ร่วง 2 วันติด แม้โชว์กำไรไตรมาส 3/60 ดีกว่าตลาดคาด 12% ขณะที่โบรกมองพื้นฐานแตกต่างหลายมุม คาดระยะสั้นอาจอ่อนตัวจากปัจจัยฤดูกาล แต่ระยะยาวยังมีสตอรี่หนุนหลายด้าน
    ราคาหุ้น บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ร่วงลงต่อเนื่อง 2 วันติด ล่าสุดปิดที่ 7.9 บาท ลดลง 2.46% หลังจากที่บริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/60 ออกมาเมื่อวันที่ 9 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยมีกำไรสุทธิ 939.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.36% จากปีก่อน ส่วนกำไรรวม 9 เดือน อยู่ที่ 2,364.88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.4% จากปีก่อน
    BEM ประกอบธุรกิจหลัก 3 ส่วน ได้แก่ ธุรกิจทางพิเศษ ธุรกิจระบบราง (รถไฟฟ้า) และธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์ที่เกี่ยวเนื่องกับระบบราง
    การเติบโตของ BEM ในไตรมาสที่ผ่านมา เกิดจากทั้ง 3 ธุรกิจหลัก โดยปัจจัยหนุนสำคัญคือการเปิดให้บริการทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอก และการให้บริการเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงรักษาระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วง โดยทั้งสองโครงการเปิดให้บริการตั้งแต่เดือน ส.ค. 59 และรับรู้เต็มไตรมาสในปีนี้
    สำหรับธุรกิจทางพิเศษมีรายได้รวม 2,550 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากปีก่อน ธุรกิจระบบราง มีรายได้ 1,170 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.7% จากปีก่อน ส่วนต้นทุนให้บริการอยู่ที่ 875 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.1% จากปีก่อน ธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์ มีรายได้ 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.4% จากปีก่อน โดยเป็นการเพิ่มขึ้นมากในส่วนของรายได้จากการโฆษณา และจากพื้นที่ร้านค้าปลีก
    แม้ผลงานของ BEM จะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์กันเอาไว้ และยังรายงานกำไรสุทธิรายไตรมาสที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่จะเห็นว่าราคาหุ้นค่อนข้างตอบรับไปในทิศทางตรงกันข้าม และเมื่อลองสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์หลายรายก็ค่อนข้างจะมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปหลายมุม ทั้งในแง่ของปัจจัยพื้นฐานและราคาเป้าหมาย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การย่อตัวของ BEM ในรอบนี้จะเป็นโอกาสซื้อ หรือจบรอบไปแล้วกันแน่?  
    บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า BEM ประกาศรายได้รวมในไตรมาส 3/60 ที่ 3,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 940 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ราว 14% สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/60 น่าจะยังดีต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ ปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสามารถยืนเหนือระดับ 3 แสนเที่ยว/วัน และจะเติบโตเป็น 5 แสนเที่ยว/วัน เมื่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ เปิดให้บริการในเดือน ก.ย. 62 และ มี.ค. 63 ตามลำดับ
    นอกจากนี้คาดว่าการประมูลสัญญา O&M ในสำหรับรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตก สายสีม่วงใต้ และสายสีส้มฝั่งตะวันออก น่าจะสามารถทยอยออกมาได้ตลอดช่วง 4-5 ปีข้างหน้า และจะช่วยหนุนให้โครงข่ายรถไฟฟ้ามีความต่อเนื่องและสมบูรณ์มากขึ้น และหนุนการเติบโตของปริมาณผู้โดยสาร
    ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การเจรจาเพื่อต่ออายุสัมปทานการบริหารจัดการทางด่วน ซึ่ง upside จากการต่ออายุสัมปทานยังไม่รวมอยู่ในประมาณการ เช่นเดียวกับ Hidden Asset ในบริษัทลูกอย่าง BMN จากการนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ตั้งแต่ปี 62 หลังโครงข่ายการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินมีความสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การเติบโตในธุรกิจสื่อและโฆษณามีความโดดเด่น
    ขณะที่ บล.ธนชาต มีมุมมองที่ต่างออกไป โดยแนะนำ ขาย พร้อมระบุว่า แม้เราจะชอบธุรกิจทางด่วนที่ยั่งยืนของ BEM ด้วยสร้างกระแสเงินสดจำนวนมาก และธุรกิจเดินรถไฟฟ้า ซึ่งมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก แต่เรากังวลต่อความไม่ความชัดเจนในแผนของธุรกิจทางด่วนหลังจากสัมปทานทางด่วนสิ้นสุดลง ในปี 63 เนื่องจากธุรกิจทางด่วนมีสัดส่วนเป็น 77% ของกำไรขั้นต้นในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ส่วนกำไรในไตรมาส 3/60 เป็นไปตามที่เราคาด และคิดเป็น 73% ของประมาณการทั้งปีของเรา
    ส่วน บล.ทิสโก้ มองว่า สำหรับไตรมาส 4/60 คาดจะเห็นผลประกอบการของ BEM อ่อนตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาส 3/60 เนื่องจากเป็นช่วงปิดภาคเรียนและช่วงวันหยุดยาวทำให้มีการเดินทางใช้รถไฟฟ้าและใช้ทางด่วนน้อยลง และปีนี้เราคาดการณ์กำไรสุทธิอยู่ที่ 3,233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน และปี 61 คาดทำได้ 3,651 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปีนี้ โดยได้แรงหนุนจากการเปิดให้บริการส่วนเชื่อมต่อ 1 สถานี เราคาดจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยน่าจะเพิ่มขึ้นจาก 273,656 เที่ยวคน/วัน มาที่ 307,464 เที่ยวคน/วัน ส่วนปีหน้าคาดจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 326,848 เที่ยวคน/วัน และน่าจะเพิ่มขึ้นมาแตะระดับ 5 แสนเที่ยวคน/วัน ในปี 64 หลังจากให้บริการสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายในกลางปี 63
    ในส่วนของราคาเป้าหมายที่นักวิเคราะห์แต่ละรายให้ไว้ อยู่ในกรอบกว้างตั้งแต่ 4.5–9.55 บาท
    บล.ธนชาต แนะนำ ขาย ให้ราคาเป้าหมาย 4.5 บาท
    บล.ทิสโก้ แนะนำ ถือ ให้ราคาเป้าหมาย 8 บาท
    บล.ทรีนีตี้ แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 8 บาท
    บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 8.6 บาท
    บล.เคจีไอ แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 8.68 บาท
    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 9 บาท
    บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 9.55 บาท
    สิ่งที่เกิดขึ้นกับ BEM ในเวลานี้ อาจจะมองไปได้ 2 มุม คือ เกิด Sell on fact หรือการปรับฐานชั่วคราวหลังจากราคาหุ้นวิ่งขึ้นมา 15% ในช่วงเวลาเกือบ 5 เดือน หรือในอีกมุมหนึ่งคือตลาดมองว่าราคาหุ้นในขณะนี้แพงเกินไปจากปัจจัยพื้นฐานในปัจจุบัน
    หากพิจารณาในเรื่องของผลตอบแทนจากการถือหุ้นแล้ว ส่วนหนึ่งคือการเติบโตของกำไรต่อหุ้น ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าน่าจะเติบโตได้ประมาณ 20-25% ในปี 61 ขณะที่อีกส่วนหนึ่งคือผลตอบแทนจากเงินปันผล หากพิจารณาจากครึ่งปีแรกที่ประกาศจ่ายไป 0.06 บาทต่อหุ้น หากครึ่งปีหลังประกาศจ่ายเท่าเดิม จะทำให้เงินปันผลตอบแทนทั้งปีอยู่ที่ 0.12 บาทต่อหุ้น เมื่อเทียบจากราคาตลาดที่ 7.9 บาท จะคิดเป็นอัตราเงินปันผลราว 1.5%
    หุ้น BEM ในเวลานี้ ถือเป็นช่วงที่มีปัจจัยให้ต้องติดตามกันพอสมควร ซึ่งส่วนมากจะเป็นปัจจัยที่ใช้เวลาค่อนข้างนานในการติดตามผล ด้วยเหตุนี้จึงอาจจะเป็นเหตุผลให้หุ้น BEM เคลื่อนไหวค่อนข้างช้า ฉะนั้นนักลงทุนที่จะเข้ามาถือหุ้น BEM ก็คงจะต้องยอมรับกับธรรมชาติของหุ้นในเวลานี้เช่นกัน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด