หุ้นฮ็อต

| 30 ตุลาคม 2560 | 09:18

จับตา! MINT วิ่งดักกำไร Q3/60 ดันราคาหุ้นจ่อ All time high

    MINT วิ่ง 4 วันติด จ่อทำ All time high นักวิเคราะห์ลุ้นกำไรเร่งตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/60 ต่อเนื่องถึงปี 61 หลังการลงทุนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเริ่มออกผล จับตาการใช้สิทธิแปลง warrant ครั้งสุดท้ายเดือน พ.ย. 60 กลับมาเป็นปัจจัยบวก

    หุ้น บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT วิ่งกว่า 7% หลังราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 4 วันติดต่อกัน ขึ้นไปแตะ 43 บาท ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 15 เดือน และหากสามารถทะลุผ่าน 43.25 บาท จะเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ (All time high) หลังจากที่เคยทำจุดสูงสุดไว้เมื่อเดือน ก.ค. 59
    MINT เป็นผู้ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรม ซึ่งรวมถึงโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขาย โครงการพักผ่อนแบบปันส่วนเวลา และให้เช่าศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบันเทิงและธุรกิจจัดจำหน่าย
    MINT เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งตั้งแต่ช่วงต้นไตรมาส 2/60 ซึ่งราคาหุ้นเริ่มวิ่งจากฐานพักตัว 34-35 บาท ขึ้นมาแตะระดับ 40 บาท ในช่วงเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา แม้กำไรสุทธิของบริษัทจะดูเหมือนลดลงถึง 38.2% จากปีก่อน จากตัวเลขที่โชว์ออกมาราว 2.6 พันล้านบาท แต่หากพิจารณาเฉพาะกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน MINT กลับมาสร้างการเติบโตได้ถึง 17% ทำได้ 1.9 พันล้านบาท (ปีก่อนบริษัทมีกำไรพิเศษจากการซื้อกิจการราว 1.9 พันล้านบาท)
    แม้กำไรในไตรมาส 2/60 จะเติบโตลดลง แต่ดูเหมือนว่าสัญญาณบวกที่เกิดขึ้นมาในตอนนี้ จะสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังต่อผลประกอบการในไตรมาส 3/60 ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตในอีก 1-2 ปีนี้
    บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่า ราคาหุ้นเคลื่อนไหวช้า (laggard) เทียบกับกลุ่มโรงแรมด้วยกัน ซึ่งเราเห็นว่าจะเป็นโอกาสในการลงทุนเพราะนอกจากธุรกิจโรงแรมในไทยที่กลับมาฟื้นตัวดีขึ้นแล้ว คาดว่าปี 61 จะเป็นปีเริ่มต้นของการเก็บเกี่ยวการไปลงทุนหนักในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โรงแรมในต่างประเทศจะเติบโตดีขึ้นมาก โดยเฉพาะโรงแรม Tivoli ในบราซิลและโปรตุเกส ซึ่งเป็นรายได้หลักจากต่างประเทศของ MINT ขณะนี้รายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPar) มีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก (double digit) หลังมีการเปลี่ยนกลุ่มลูกค้าจากที่เน้นยุโรปมาเป็นโปรตุเกสที่มีเสถียรภาพมากกว่า การปรับปรุงตกแต่งโรงแรมให้สวยงามและมีการ re-branding ประมาณการอัตราการเติบโตกำไรหลักแข็งแกร่งทั้งในปีนี้ และปี 61 คาดเติบโต 23% และ 16% ตามลำดับ
    บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) ระบุว่า ปี 60 ยังคงเป็นปีแห่งการปรับโครงสร้างเพื่อดึงศักยภาพจากทรัพย์สินที่ได้ทยอยเข้าซื้อตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา แม้ช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา ปัจจัยบวกภายนอกจะเอื้อหนุนไม่เต็มที่ ทว่าทางฝ่ายมองเวลาแห่งการฟื้นตัวของ MINT จะเร่งตัวขึ้นนับตั้งแต่ไตรมาส 3/60 เป็นต้นไป โดยปัจจัยบวกที่รออยู่ข้างหน้า ได้แก่ 1. ธุรกิจโรงแรมในเครือ Tivoli จะเริ่มให้บริการได้หลังจากการปรับปรุงแล้วเสร็จทันช่วง High season ในโปรตุเกส และอีก 3 แห่งที่เหลือจะเสร็จในครึ่งปีแรกของปี 61 ทำให้ Revpar ปรับขึ้นได้ต่อเนื่องจนถึงปี 61
    2. ธุรกิจอาหารโดยเฉพาะฮับไทยที่ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ติดลบในไตรมาส 2/60 ส่วนหนึ่งมีผลมาจากฐานที่สูงในปี 59 ซึ่งมีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเข้าช่วย จึงคาดจะกลับเข้าสู่ระดับปกติและกลับมาเป็นบวกได้ในไตรมาส 3/60 ก่อนที่การบริโภคในประเทศจะกลับมาคึกคักอีกครั้งในไตรมาส 4/60 คาดกำไรปกติปี 60 ขยายตัว 21% จากปีก่อน
    นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าปัจจัยที่เคยกดดันราคาหุ้น อย่างการใช้สิทธิแปลงสภาพ warrant ครั้งสุดท้าย จะกลับกลายมาเป็นปัจจัยบวก โดยหากมีผู้ใช้สิทธิเต็มจำนวน นักวิเคราะห์เชื่อว่าบริษัทจะได้รับเงินทุนเข้ามาช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้ถึงปีละ 300 ล้านบาท
    บล.บัวหลวง ระบุว่า ราคาหุ้นที่ได้รับแรงกดดันในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. 60 ได้สะท้อนผลกระทบจากแปลงสภาพ MINT-W5 ที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. 60 แล้ว โดยเรามีมุมมองเชิงบวกต่อสถานะการเงินที่จะแข็งแกร่งขึ้นมากอย่างชัดเจนในอนาคต กอปรกับโอกาสซื้อกิจการหลังจากบริษัทได้รับเงินจากการแปลงสภาพ MINT-W5 ในไตรมาส 4/60 นอกจากนี้ผลประโยชน์จากการซื้อกิจการก่อนหน้าในปี 60 โดยเฉพาะ Tivoli จะเริ่มออกดอกออกผลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในปี 61
    ทั้งนี้ เงินจำนวน 7.7 พันล้านบาท ที่จะได้จากการแปลงสภาพ MINT-W5 ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.3 เท่า ณ สิ้นเดือน มิ.ย. มาอยู่ที 0.7-0.8 เท่าในปี 60 โดยเราคาดบริษัทอาจเลือกที่จะนำเงินที่ได้มานี้ไปจ่ายหนี้คืนในระยะสั้น (หุ้นกู้มูลค่า 4.7 พันล้านบาท และ 2.7 ล้านบาท จะครบอายุในไตรมาส 4/60 และปี 61 ตามลำดับ) และ/หรือ สำรองเงินที่เหลือไว้สำหรับการซื้อกิจการในอนาคต ทั้งนี้การจ่ายหนี้คืนจะช่วยลดดอกเบี้ยจ่ายได้ประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มกำไรได้ประมาณ 4% อย่างไรก็ตามเรายังไม่ได้นำปัจจัยนี้มาคิดในประมาณการของเรา
    คาดกำไรหลักต่อหุ้น (หลังการแปลงสภาพ) สำหรับปี 60 และปี 61 ที่ 1.21 บาท และ 1.38 บาท ตามลำดับ คิดเป็นการเติบโต 16% และ 15% โดยคาดตัวเลขผลการดำเนินงานภาพรวมในไตรมาส 3/60 จะใกล้เคียงกับไตรมาส 2/60 แต่เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่น และประสิทธิภาพที่สูงขึ้น จึงคาดว่ากำไรหลักไตรมาส 3/60 จะสูงขึ้น 18% จากปีก่อน และแนวโน้มการเติบโตน่าจะต่อเนื่องไปยังไตรมาส 4/60 และไตรมาส 1/61 เนื่องจากผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/59 - 1/60 ในประเทศไทยมีฐานต่ำ ทั้งนี้ คาดกำไรหลักช่วงครึ่งหลังนี้จะเติบโตราว 20-25% จากปีก่อน

    เมื่อดูจากราคาหุ้น MINT ในขณะนี้ ต้องยอมรับว่ามีโอกาสสูงมากที่จะขึ้นไปทำ All time high ได้ แต่ด้วยผลประกอบการที่ยังไม่ได้ประกาศออกมา จึงมีโอกาสที่ความเป็นจริงจะต่ำไปกว่าสิ่งที่คาดหวังไว้ ฉะนั้น การเข้าลงทุนหรือเก็งกำไร หลังจากที่หุ้นวิ่งขึ้นมาต่อเนื่อง 4 วันติด คงจะต้องเผื่อในส่วนของความเสี่ยงไว้ด้วย

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด