หุ้นฮ็อต

| 16 ตุลาคม 2560 | 09:32

THAI ส่อแววซึมลึก ปลดธงแดง ICAO ได้ไม่คุ้มเสีย!

        THAI เจอ sell on fact หลัง ICAO ปลดธงแดง ราคาหุ้นร่วง 5% หลังเปิดกระโดดรับข่าว โบรกมองต่างมุม ตั้งแง่ยกเลิกธงแดงอาจเพิ่มการแข่งขันให้สูงขึ้นอีก ขณะที่งบไตรมาส 3/60 ส่อแววขาดทุนต่อเนื่อง
  
ราคาหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ร่วงต่อเนื่องประมาณ 5% หลังจากเปิดกระโดดขึ้นไปที่ 19.90 บาท รับข่าวองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ปลดสถานะธงแดงด้านมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศไทยออกเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้สายการบินสัญชาติไทยสามารถเพิ่มเส้นทางบินไปยังต่างประเทศได้ หลังจากถูกแบนจากบางประเทศในการเพิ่มเส้นทางบิน เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
  THAI เป็นสายการบินแห่งชาติที่ดำเนินธุรกิจกิจการการบินพาณิชย์ทั้งเส้นทางบินระหว่างประเทศและภายในประเทศโดยแยกการบริหารออกเป็นธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจสายการบิน และกลุ่มกิจการสนับสนุนการบินและการขนส่ง
 ย้อนกลับไปเมื่อปี 59 หุ้นการบินไทยวิ่งจากราคาเพียงประมาณ 8 บาท ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 32 บาท ในช่วงปลายไตรมาส 3/59 เนื่องจากบริษัทสามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิได้อีกครั้ง หลังจากที่ขาดทุนระดับหมื่นล้านบาทมา 3 ปีติดต่อกัน แต่หลังจากนั้นดูเหมือน THAI จะยังไม่สามารถยืนระยะอยู่ได้ เพราะ 5 ไตรมาสหลังสุด บริษัทมีกำไรเพียงแค่ไตรมาสเดียว คือ ไตรมาส 1/60 ทำได้ 3.1 พันล้านบาท และล่าสุดในไตรมาส 2/60 บริษัทกลับมามีผลขาดทุนถึง 5.2 พันล้านบาท
  ผลประกอบการที่กลับมาอ่อนแอกดดันให้ราคาหุ้นร่วงต่อเนื่อง และลงไปทำจุดต่ำสุดรอบปีที่ 16.50 บาท หลังประกาศงบไตรมาส 2/60 พลิกกลับมาเป็นขาดทุนสุทธิ 5.2 พันล้านบาท ทำให้ครึ่งปีแรกบริษัทมีผลขาดทุนรวม 2 พันล้านบาท จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3 พันล้านบาท ขณะที่นักวิเคราะห์ต่างมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปสำหรับอนาคตของ THAI หลังจากนี้
  บล.ธนชาต มองว่า มุมมองต่อ THAI นั้นเป็นบวกมากเกินไป โดยราคาหุ้นที่ฟื้นขึ้นกว่า 15% จากจุดต่ำสุดเมื่อกลางเดือน ส.ค. หลังการยกเลิกธงแดงจาก ICAO ดูไม่สมเหตุสมผล โดยมองว่า THAI จะไม่ได้รับประโยชน์มากนักเนื่องจากเที่ยวบินในประเทศดังกล่าวมากอยู่แล้ว อีกทั้งยังอาจเป็นข่าวลบจากการแข่งขันที่อาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากสายการบิน low-cost เช่น AirAsia X และ Thai Lion Air จะสามารถขยายเส้นทางบินไปยังประเทศเครือข่ายได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเกาหลีใต้และญี่ปุ่นซึ่งเป็นเส้นทางที่ทำกำไรมากที่สุดของ THAI
  สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/60 แม้ cabin factor ออกมาแข็งแกร่งที่ 80.5% ในเดือน ก.ค. และ 80.1% ในเดือน ส.ค. เทียบกับ 80.7% ในครึ่งปีแรก แต่คาดว่าค่าโดยสารเฉลี่ยต่อหัวจะยังถูกกดดันจากการแข่งขัน ในขณะที่ราคาเชื้อเพลิงในไตรมาส 3/60 เพิ่มขึ้น 5.3% จากไตรมาส 2/60 มาอยู่ที่ 63.8 ดอลลาร์/บาร์เรล จึงคาดว่า THAI จะรายงานผลการดำเนินงานออกมาขาดทุน
 โดยภาพรวม จึงปรับประมาณการกำไรปี 60–62 เล็กน้อย ทำให้ราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 16.70 บาท จากเดิม 16 บาท เรามองว่าผลกำไรจะลดลง 12% ในปีหน้าภายใต้สมมติฐานต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% เป็น 71.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ในปี 61 มูลค่าเชิงพื้นฐานของ THAI ยังดูไม่น่าสนใจที่ P/E 17-19 เท่า จึงยังคงคำแนะนำ ”ขาย”
  ด้าน บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) ยังคงแนะนำ ทยอยซื้อ ให้ราคาพื้นฐานปี 61 ที่ 20.4 บาท โดยมองว่า ไตรมาส 3/60 ปริมาณการขนส่งยังโตดี ชดเชยรายได้ต่อหน่วยที่ลดลง ทั้งนี้ ได้มีการเพิ่มปริมาณที่นั่ง (ASK) ขึ้น 6.4% และจำนวนผู้โดยสารเติบโต 7.4% เป็น 3.35 ล้านคน ตามผู้โดยสารจากยุโรปและออสเตรเลียที่โตขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) โตที่ 12.7% และ Cabin Factor เพิ่มเป็น 80.3% สูงกว่าปีก่อนที่ 75.8% 
  สำหรับในเดือน ก.ย. จะเป็นเดือนที่ต่ำสุดของไตรมาส แต่ก็คาดว่าจะยังเห็นการเติบโตที่ดีจากปีก่อน โดยรวมน่าจะเห็น Cabin Factor ในไตรมาส 3/60 ราว 79% จากปีก่อนที่ 73.8% คาดจะเห็นกำไรจากการดำเนินงานปกติ อย่างไรก็ตาม การตั้งด้อยค่าสินทรัพย์และขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากบาทต่อยูโรอ่อนค่าจาก 38.85 บาท เป็น 39.26 บาท จะเข้ามากดดันกำไร
 ขณะเดียวกันประเด็นที่หลายฝ่ายยังคงกังวลต่อเนื่องคือ การเพิ่มทุนในหุ้น สายการบินนกแอร์ (NOK) ด้วยมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 380 ล้านบาท โดยที่ผ่านมา THAI ต้องรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจาก NOK เข้ามาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา และในครึ่งปีแรก NOK ก็ยังคงขาดทุนอยู่ 945 ล้านบาท
  บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) มองว่า THAI จะเพิ่มทุนตามสัดส่วนใน NOK ที่ 21.57% ด้วยเงินลงทุน 368 ล้านบาท ทำให้ THAI ยังต้องรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุน โดยคาดว่าในไตรมาส 3/60 นกแอร์ยังมีผลขาดทุน เพราะเป็น Low Season อีกทั้งยังได้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศไปให้คู่แข่งขันอย่างไทยไลอ้อนแอร์และไทยเวียดเจ๊ทแอร์
  นอกจากการแข่งขันที่รุนแรงแล้ว หากพิจารณาจากฐานะทางการเงินของ THAI เอง ก็คงต้องยอมรับว่าไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก เมื่อดูจากอัตราส่วนสภาพคล่องที่เพียง 0.7 เท่า และอัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ที่สูงถึง 8.27 เท่า
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาของ THAI ในเวลานี้มาจากทั้งภายในและภายนอก และด้วยการเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้การปรับตัวทำได้ช้ากว่ามาก และด้วยผลประกอบการที่กลับมาขาดทุนอีกครั้ง ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าบริษัทจะฟื้นกลับมาได้จริงหรือไม่ จากที่ดำเนินการปรับปรุงองค์กรครั้งใหญ่มา 2-3 ปี สุดท้ายแล้ว เชื่อว่าหากบรรทัดสุดท้ายของ THAI ยังคงติดลบ ราคาหุ้นของ THAI ก็ยากที่จะฟื้นกลับไปได้เหมือนเดิม

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด