หุ้นฮ็อต

| 2 ตุลาคม 2560 | 09:21

จับอนาคต AJA จะเดินทางไหน หลังทิ้งธุรกิจตู้เติมเงิน

 AJA ปิดฉากพระเอกตัวจริง หลังแจ้งงบครึ่งปีแรก ขาดทุนยับ 227 ล้านบาท พร้อมลดสัดส่วนถือหุ้น VDC ทำตู้เติมเงิน ส่งผลให้สิ้นสภาพการเป็นบริษัทย่อย กดราคาหุ้นร่วงติดฟลอร์ทันที จับตาอนาคตจะเดินทางไหน และขาใหญ่ทั้ง "เสี่ยยักษ์" และ "อานนท์ชัย" จะวงแตกหรือไม่!!

  ราคาหุ้น บมจ.เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี (AJA) ร่วงติดฟลอร์ทันทีในการซื้อขายเมื่อวัศุกร์ที่ผ่านมาโดย ปิดที่ 0.83 บาท ลดลง 0.35 บาท หรือ 29.66% มูลค่าการซื้อขาย 748 ล้านบาท หลังจากบริษัทฯ ส่งงบการเงินงวดครึ่งปี 60 ปรากฎว่าขาดทุนสุทธิถึง 227 ล้านบาท
  AJA เดิมคือ AJD ประกอบธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้เครื่องหมายการค้า "AJ" โดยแบ่งประเภทผลิตภัณฑ์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทภาพและเสียง (Audio and Visual: AV) และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน (Home Appliance: AP) และก่อนหน้านี้ราว 2 ปีได้ขยายไปสูงธุรกิจใหม่คือตู้เติมเงิน “AJ เติมสบาย”ในรูปแบบการขายแบบเช่าซื้อเป็นหลัก ลงสนามแข่งกับเจ้าตลาดเดิมแบรนด์ "ตู้บุญเติม" และ "ตู้ซิงเกอร์"
  AJA ลงทุนในบริษัทใหม่ทำธุรกิจตู้เติมเงินในนาม "ตู้เติมสบาย" ใต้ชื่อบริษัท เวนดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (VDC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย โดยที่ AJA ถือหุ้น 60.08% จนสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดตู้เติมเงินมาได้บางส่วน แต่ล่าสุดผู้สอบบัญชีตรวจพบว่างบการเงินของ VDC มีปัญหาใหญ่ 2 รายการ คือต้นทุนในการจัดจำหน่าย กับ ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ส่งผลให้เกิดคำถามคาใจนักลงทุนว่าที่ฉลองยอดขาย 20,000 ตู้นั้นเป็นเรื่องจริงหรือตัวเลขลวงกันแน่
  หุ้น AJA ถูกตลาดหลักทรัพย์แขวน SP ห้ามการซื้อขายตั้งแต่เดือน พ.ค. เนื่องจากไม่ส่งงบการเงิน ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาทางบัญชีของบริษัทย่อยคือ VDC โดยหลังจากชี้แจงข้อมูลและปลดเครื่องหมาย SP แล้ว พบว่ามีคงามเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการลดสัดส่วนถือหุ้นใน VDC ส่งผลให่สิ้นสภาพการเป็นบริษัทย่อย และหลังจากนี้เป็นต้นไป VDC จะกลายเป็นของขาใหญ่ชื่อดัง "เสี่ยยักษ์" และจะไม่ใช้แบรนด์ AJ บนตู้เติมเงินอีก
  AJA แจ้งตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท วันที่ 28 ก.ย. มีมติให้จัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อชำระหนี้ของบริษัท ซึ่งจะถึงกำหนดชำระในไตรมาสที่ 4/60 ตามแผนการปรับโครงสร้างหนี้และโครงสร้างทุนของ VDC และอนุมัติให้บริษัทเข้าร่วมลงนามในสัญญาปรับโครงสร้างฯดังกล่าว ขณะที่บริษัทเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน VDC
  การปรับโครงสร้างทุนของ VDC นั้น กลุ่มผู้ถือหุ้นรายอื่นใน VDC ที่ถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวนประมาณ 27.44% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมดใน VDC มีความประสงค์ที่จะปรับโครงสร้างการถือหุ้นใน VDC โดยการเพิ่มทุนจดทะเบียนของ VDC เพื่อให้ VDC มีเงินสดสำหรับการชำระหนี้คืนให้ AJA และผู้ถือหุ้นรายอื่น
  การปรับโครงสร้างทุนครั้งนี้ VCD จะเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 680 ล้านบาท จากเดิม 200 ล้านบาท โดยออกหุ้นใหม่ 4.8 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 100 บาท ราคาจองซื้อหุ้นละ 115 บาท ซึ่งบริษัทตกลงที่จะสละสิทธิการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ VCD ที่มีสิทธิได้รับจัดสรร 2.88 ล้านหุ้น ขณะที่กลุ่มผู้จองซื้อตกลงที่จะจองซื้อและชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดในส่วนของกลุ่มผู้จองซื้อและส่วนของบริษัทที่สละสิทธิ คิดเป็นจำนวนหุ้นที่จองซื้อทั้งหมดไม่น้อยกว่า 4.2 ล้านหุ้น เป็นจำนวนเงินค่าจองซื้อไม่น้อยกว่า 483.08 ล้านบาท
  การปรับโครงสร้างหนี้ ประกอบด้วย ภายในวันที่ 2 ต.ค.60 VDC จะนำเงินค่าหุ้นเพิ่มทุน ไปชำระหนี้จำนวน 347.7 ล้านบาท ให้แก่บริษัท ,ภายในวันที่ 12 ต.ค.60 VDC จะนำเงินค่าหุ้นชำระหนี้จำนวน 136.3 ล้านบาทให้แก่บริษัท สำหรับภาระหนี้สินส่วนที่เหลือรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 141.05 ล้านบาทนั้น VDC ตกลงจะเข้าทำสัญญากู้ยืมเงินกับบริษัท ซึ่งจะกำหนดให้ภายในวันที่ 28 ก.พ.61 VDC จะชำระหนี้สินจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัท และภายในวันที่ 30 พ.ย.61 VDC จะชำระหนี้ Debit Notes รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 46.43 ล้านบาท ให้แก่บริษัท
  กลุ่มผู้จองซื้อจะต้องดำเนินการให้มั่นใจว่า VDC จะไม่ใช้เครื่องหมายการค้า และตราสัญลักษณ์ "เติมสบาย by เอเจ" ตลอดจนเครื่องหมายทางการค้าใด ๆ ที่มีถ้อยคำ "เอเจ" (เครื่องหมายการค้า "เอเจ") กับตู้เติมเงินออนไลน์ที่ VDC จำหน่าย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.61 เป็นต้นไป ทั้งนี้ VDC มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้า "เอเจ" กับเติมเงินออนไลน์ที่ VDC ซื้อจาก บริษัท เพื่อขายจนกว่าสินค้าคงเหลือจะหมด ทั้งนี้ ไม่รวมตู้เติมเงินออนไลน์ที่มีเครื่องหมายการค้า "เอเจ" ที่มีอยู่แล้วในท้องตลาดก่อนวันทำสัญญานี้
  ภายหลังการเพิ่มทุนใน VDC เสร็จสมบูรณ์ สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทใน VDC จะลดลงจากเดิม 60.08% เป็น 17.67% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมดของ VDC และจะส่งผลให้ VDC และบริษัท เอเจ มันนี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ VDC สิ้นสถานะการเป็นบริษัทย่อยของบริษัท
  การถอนตัวของ AJA เท่ากับเปิดทางให้ "กลุ่มเสี่ยยักษ์" ประกอบด้วย นางสาววิจิตรา ปิ่นเรืองหิรัญ นายวิชัย วชิรพงศ์ และ นางสาวอติกานต์ จึงวิวัฒนวงศ์ ได้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนและเข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ VCD ภายหลังการเพิ่มทุนเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งหากจะใช้คำว่า "วงแตก" ก็คงไม่ผิดนัก และหลังจากนี้คงต้องจับตาว่ากลุ่มเสี่ยยักษ์ ที่ถือหุ้นอยู่ 5% รวมถึงขาใหญ่อย่าง อานนท์ชัย วีระประวัติ" ที่ล่าสุดถือหุ้นราว 4.50% จะยังคงถือหุ้น AJA อยู่หรือไม่ในการปิดสมุดทะเบียนครั้งต่อไป
  นอกจากนี้ล่าสุดพบว่านาย ขรรค์ ประจวบเหมาะ ได้แจ้งขอลาออกจากตาแหน่งประธานกรรมการ และ ประธานกรรมการตรวจสอบ โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2560 เนื่องจากติดภาระกิจ

  หลังจากนี้แม้ AJA จะตัวเบาขึ้นเพราะไม่ต้องแบกรับภาระขาดทุนที่เกิดจาก VDC อีก แต่อนาคตก็ต้องยอมรับว่าไม่เห็นทิศทางว่าจะไปต่ออย่างไร เพราะจะเหลือแต่ธุรกิจเดิมคือ เครื่องเล่น DVD และกล่องทีวีดิจิทัล ซึ่งเป็นธุรกิจที่กำลังอยู่ในช่วง "ขาลง"

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด