หุ้นฮ็อต

| 25 กันยายน 2560 | 14:04

PSTC เสียทรงช่วงสั้น ลุ้นฐานกำไรเปลี่ยน หลังลงทุน BIGGAS

        PSTC ดิ่งลงแรง รับข่าวประกาศเพิ่มทุน PP จำนวน 2.65 พันล้านหุ้น ราคาขาย 0.72 บ./หุ้น ต่ำกว่าราคากระดาน หวังระดมเงินซื้อหุ้น BIGGAS พบบิ๊ก TTA-BKD เข้าซื้อด้วย โบรกฯ มองระยะยาวคุ้ม เหตุธุรกิจ BIGGAS มีมูลค่ารวมที่มากกว่าผล Dilution Effect ระบุการลงทุนครั้งนี้ช่วยต่อยอดธุรกิจพลังงานครบวงจร เคาะเป้าพื้นฐานปีหน้าที่ 1 บาท 


  ราคาหุ้น บมจ.เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี(PSTC)เช้านี้ มีปริมาณการซื้อขายผิดปกติต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ก่อน และราคาหุ้นดิ่งสวนตลาดรวม หลังประกาศข่าวเพิ่มทุน โดยเปิดการซื้อขายเช้านี้ที่ 0.79 บาท และต่ำสุดที่ 0.76 บาท ก่อนจะปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ 0.78 บาท ลดลง 0.06 บาท หรือ 7.14% มูลค่าการซื้อขาย 302 ล้านบาท 
 PSTC ประกอบธุรกิจ 2 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจออกแบบ จำหน่าย และติดตั้งระบบจ่ายไฟฟ้าและตรวจวัดจัดการสภาพแวดล้อม และ 2) ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 
  สัดส่วนรายได้ประมาณ 70-80% มาจากธุรกิจออกแบบ จำหน่าย และติดตั้งระบบจ่ายไฟฟ้าฯ PSTC เพิ่งขยายมาทำธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเมื่อปี 2559 และตั้งเป้าหมายกำลังการผลิตรวม 100 MW ภายในปี 2562 
  การรุกเข้าลงทุนพลังงานทดแทน ส่งผลให้ในปี 2559 บริษัทฯมีผลประกอบการพลิกเป็นขาดทุน จากปี 2557-2558 ที่มีกำไรสุทธิ 38.61 ล้านบาท และ 14.75 ล้านบาท ตามลำดับ เนื่องจากปี 2559 บริษัทฯมีภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมเงินมาลงทุน ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนพนักงานของโรงไฟฟ้าที่บริษัทฯได้เข้าซื้อกิจการ และยังมีค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังงานชีวภาพ
  ส่วนงวด 6 เดือนแรกปีนี้มีรายได้ 440 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 25.95 ล้านบาท ถือว่าเริ่มพลิกฟื้นขึ้นมาได้ จากที่ขาดทุนในปีก่อน โบรกฯ คาดว่ากำไรปี 2560 จะอยู่ที่ราว 53 ล้านบาท หรือเติบโต 236% YoY 
 ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้น PSTC มีปริมาณการซื้อขายเข้ามาผิดปกติตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน จากปริมาณหลักสิบล้านหุ้น/วัน ขึ้นมาเป็นหลักร้อยล้านหุ้น โดยเฉพาะวันที่ 21 ก.ย. เทรดอยู่ที่ 665 ล้านหุ้น และวันที่ 22 ก.ย. เทรดอยู่ที่ 253 ล้านหุ้น และราคา PSTC ยังขึ้นไปแตะจุดสูงในรอบกว่า 8 เดือนที่ 0.85 บาทนับจากเดือน ม.ค.60 ที่ 0.89 บาท 
  เช้านี้ราคาหุ้นเปิดตลาดแดนลบ พร้อมด้วยปริมาณการซื้อขายหนาแน่น ตอบรับข่าวบริษัทฯ ที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์เมื่อเย็นวันศุกร์ (22 ก.ย.60) ว่าบอร์ดอนุมัติเพิ่มทุน 2.65 พันล้านหุ้น ขายให้นักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP) เพื่อนำเงินไปลงทุนใน บริษัท บิ๊กแก๊ส เทคโนโลยี จำกัด (BIGGAS)นับว่าเป็นการไขปริศนาที่มาของแรงซื้อขายหุ้นที่มีเข้ามามากกว่าปกติเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน
  บริษัทฯ จะเข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน BIGGAS จำนวนทั้งสิ้น 41.63 ล้านหุ้น หรือประมาณ 51% ในราคาหุ้นละประมาณ 32.43 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,350 ล้านบาท คาดจะทำรายการแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.2560 
  เงินที่จะใช้ซื้อหุ้น BIGGAS จะมาจากการเพิ่มทุนขาย PP ให้นักลงทุนจำนวน 23 ราย ซึ่ง 2 ราย ยังเป็นผู้บริหารจาก 2 บจ.ร่วมซื้อด้วย ได้แก่ นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) และ นางนุชนารถ รัตนสุวรรณชาติ กรรมการผู้จัดการ บมจ.บางกอก เดค-คอน (BKD) 
 หุ้นเพิ่มทุน PP ล็อตแรก 2 พันล้านหุ้น กำหนดราคาจองซื้อ 0.72 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาที่ไม่ต่ำกว่า 90% ของราคาตลาด โดยราคาตลาดคำนวณย้อนหลังนับจาก 1 ก.ย.-21 ก.ย. รวม 15 วันทำการ เท่ากับ 0.78 บาท คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 1,440 ล้านบาท 
  แม้ในช่วงแรกของการเพิ่มทุน ผลกระทบต่อสิทธิออกเสียงของผู้ถือหุ้นเดิม (Control Dilution) และการลดลงของส่วนแบ่งกำไร (EPS Dilution)จะอยู่ที่ 37.42% แต่ก็ต้องมาติดตามในอนาคตว่าธุรกิจของ BIGGAS จะสร้างกำไรได้ดีเพียงใด หลังจากเพิ่งจะเริ่มทำกำไรได้ในปี 2559
 BIGGAS ประกอบธุรกิจด้านวิศวกรรมพลังงานและจำหน่ายเชื้อเพลิงประเภทก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) รวมถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่อง 
 ผลประกอบการ BIGGAS ขาดทุน 2 ปีซ้อนในปี 2557-2558 อยู่ที่ -25.27 ล้านบาท -5.72 ล้านบาทตามลำดับ ก่อนจะพลิกมีกำไรในปี 2559 ที่ 17.22 ล้านบาท ส่วนรายได้รวมในช่วงปี 2557-2559 อยู่ที่ 106 ล้านบาท , 162 ล้านบาท และ 861 ล้านบาทตามลำดับ
  PSTC ระบุว่า การเข้าลงทุนครั้งนี้ จะเป็นการต่อยอดธุกิจของบริษัทฯ เพื่อเข้าไปสู่ธุรกิจพลังงานเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ ที่มีศักยภาพและมีโแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต สร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้และกระจายความเสี่ยงของรายได้จากธุรกิจหลักในปัจจุบัน เพิ่มสภาพคล่องให้บริษัทฯ จากกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอของธุรกิจที่เข้าซื้อ 
  นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างโครงสร้างเงินทุนของบริษัทให้แข็งแกร่ง ลดภาระหนี้ระยะสั้น ลดภาระดอเบี้ยจ่าย อีกทั้งช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินของบริษัท 
  ด้านโบรกฯเสียงแตก โดยบางค่ายมองว่าธุรกิจที่ PSTC เข้าซื้อ มีมูลค่ารวมที่มากกว่าผล Dilution Effect และการเข้าซื้อ BIGGAS จะสร้างฐานกำไรใหม่ แต่บางค่ายระบุว่า มีมุมมองเชิงลบต่อกำไรต่อหุ้นที่จะลดลง 37% จากผลของการเพิ่มทุน
  บล.โนมูระ พัฒนสิน คาดว่าธุรกิจที่ PSTC เข้าซื้อ มีมูลค่ารวมที่มากกว่าผล Dilution Effect ผลจากการขายหุ้นเพิ่มทุนใหม่ 2 พันล้านหุ้น (หุ้นเดิมจำนวน 4.43 พันล้านหุ้น) จะทำให้เกิด Dilution effect เท่ากับ -31.1% (ยังไม่นับรวมอีก 650 ล้านหุ้น) อย่างไรก็ดี จะเกิดผลดีต่อ PSTC 3 ประเด็นหลัก
  1)ในเบื้องต้น จะนำเงินไปใช้คืนหุ้นกู้ระยะสั้น เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกระแสเงินสด 
  2) หากย้อนดูผลประกอบการปี 59 ของ BIGGAS พบว่ามีรายได้รวม 861 ลบ. และมีกำไรสุทธิ 17 ลบ. ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายการขยายธุรกิจแบบก้าวกระโดด ประกอบกับ ต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลงและที่ปรึกษามืออาชีพของ PSTC จึงคาดกำไรสุทธิในปี17F จะเติบโตสูงแตะที่ 40 ลบ. เท่ากับกำไรส่วนเพิ่มเข้า PSTC +20 ลบ. ต่อปี
  3. ) มีสัญญาเข้าซื้อหุ้นบริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิรค์ (TPN) เพื่อลงทุนในโครงการขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากสระบุรี-ขอนแก่น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทำ EIA ระยะทางท่อทั้งหมด 350 กิโลเมตร ซึ่งจากการค้นคว้าเพิ่มเติม พบว่าเป็นโครงการประเภทเดียวกับท่อน้ำมันส่งขึ้นสู่ภาคเหนือของ FPT (BAFS) ที่ PTG เข้าซื้อไป 9.5% เมื่อปี 2016 มูลค่าโครงการ 7.8 พันลบ. 
 หากสมมติฐานเป็นตามข่าวจริง จะพลิกภาพธุรกิจของ PSTC ครั้งใหญ่ สร้างฐานกำไร Recurring income ใหม่ที่มาจากธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อ ทำให้สัดส่วนรายได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ มองเชิงบวกจับมือพันธมิตรใหม่ ต่อยอดธุรกิจพลังงานครบวงจร เราคงมูลค่าพื้นฐานปี 61 ที่ 1.00 บาท 
  ด้านบล.โกลเบล็ก มีความเห็นว่า ในระยะสั้นมีมุมมองเชิงลบต่อกำไรต่อหุ้นที่จะลดลง 37% จากผลของการเพิ่มทุน อีกทั้ง BIGGAS มีกำไรปี 59 ที่ 17 ล้านบาทหรือคิดเป็น P/E 159 เท่า(ขณะที่ SGP PTG และBAFS ซื้อขายที่ PE 10-42 เท่า) แต่ในระยะยาวมองว่า BIGGAS มีศักยภาพในการเติบโตจากทั้ง 3 ธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการลงทุนท่อขนส่งน้ำมันไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการเติบโตของ BIGGAS ในระยะยาว ราคาเหมาะสมที่ 0.9 บาท (ยังไม่คำนวณผลกระทบจากเพิ่มทุน PP จำนวน 2.65 พันล้านหุ้น ) 
 ราคา PSTC ที่ย่อลงมาอาจจะจบรอบช่วงสั้น หลังบริษัทฯได้เคาะราคาขาย PP ที่ใช้ฐานคำนวณจากค่าเฉลี่ย 15 วันทำการก่อนวันประชุมบอร์ด (22 ก.ย.60) ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน บริษัทจะได้เงินเข้ามาในเดือน ธ.ค.นี้ และน่าจะส่งผลดีตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป โดยเฉพาะกำไรที่จะเพิ่มขึ้นตามยอด COD โรงไฟฟ้า และการรับรู้ BIGGAS สร้างฐานกำไรใหม่ให้บริษัท

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด