หุ้นฮ็อต

| 15 กันยายน 2560 | 09:09

KBANK นิวไฮรอบกว่า 2 ปี สวนคาดการณ์กำไรทรงตัว

  KBANK พุ่งแตะ 218 บาท ทำจุดสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี แม้บริษัทคาดผลประกอบการแค่ทรงตัวจากปี 59 ขณะที่นักวิเคราะห์แทบทุกรายให้ราคาเป้าหมายต่ำกว่าระดับปัจจุบัน

  ราคาหุ้น ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK พุ่งขึ้นต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ติดต่อกัน ล่าสุดปิดที่ 218 บาท ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 2 ปี นับตั้งแต่เดือน เม.ย. 58 และหากนับตั้งแต่ปลายปี 59 ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแล้ว 22% เทียบกับดัชนี SET ที่ปรับตัวขึ้น 7.5%
  ธนาคารกสิกรไทย ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องตามที่ได้รับอนุญาตไว้ใน พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินฯ และ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ และประกาศที่เกี่ยวข้อง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 59 ธนาคารมีเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ จำนวน 1,107 สาขา ให้บริการแก่ลูกค้าของธนาคารและประชาชนทั่วไป มีเครื่อง ATM ทั่วประเทศ จำนวน 8,973 เครื่อง และเครื่องฝากเงินอัตโนมัติ จำนวน 2,710 เครื่อง นอกจากนี้ ธนาคารยังมีเครือข่ายการให้บริการในต่างประเทศ โดยมีธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นจดทะเบียน 1 แห่ง สาขาและสาขาย่อย 6 แห่ง และสำนักงานผู้แทน 9 แห่ง มีศูนย์กลางการดำเนินงานและให้บริการที่สำนักงานใหญ่
  หากพิจารณาจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก ประกอบกับการสื่อสารจากบริษัทที่ว่าผลการดำเนินงานปีนี้น่าจะทำได้เพียงทรงตัว แล้วเหตุใดราคาหุ้นถึงวิ่งขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ KBANK จะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์ตลาดอย่างนั้นหรือ?
  ก่อนหน้านี้ พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส KBANK เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานโดยรวมปีนี้จะทรงตัวจากปี 59 ที่มีกำไรสุทธิที่ 40,174 ล้านบาท โดยปัจจัยที่กดดันมาจากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว และ ค่าธรรมเนียมที่ลดลง แต่ธนาคารจะหันมาลดต้นทุนเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป
อย่างไรก็ดี ภาพรวมสินเชื่อปีนี้ยังเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 4-6% โดยสินเชื่อรายใหญ่มีการเติบโตที่ดี และ เติบโตได้เกินเป้าหมายที่ 10% ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
  ประเด็นที่น่าจับตามองในครึ่งหลังของ KBANK คือเรื่องของการตั้งสำรองหนี้สูญ ซึ่งสูงขึ้นถึง 21.85% ในไตรมาส 2/60 ที่ผ่านมา จนกดดันให้กำไรสุทธิของบริษัทลดลงทั้ง 4.68% จากปีก่อน แม้รายได้จากการดำเนินของบริษัทยังสามารถเติบโตได้ 4.35% ฉะนั้น หากบริษัทยังสามารถรักษาแนวโน้มการเติบโตไว้ได้ พร้อมกับภาพรวมของเศรษฐกิจที่ดีขึ้น การตั้งสำรองฯ ในระดับสูงก็มีโอกาสจะลดลงมาได้
  ขณะที่ ผลประกอบการของ KBANK ในครึ่งปีแรก มีกำไร 19,157.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนที่ทำได้ 19,073.52 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทเคยทำกำไรสูงสุดต่อปีไว้ที่ 46,153.41 ล้านบาท เมื่อปี 57 ซึ่งในปีนั้นราคาหุ้นของ KBANK ได้พุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลไว้ที่ 252 บาท
  อย่างไรก็ตาม ระดับราคาของ KBANK ในตอนนี้ เป็นระดับที่สูงกว่ามุมมองของนักวิเคราะห์เกือบทั้งหมดที่ประมาณการไว้
  บล.บัวหลวง ระบุว่า เราคาดว่า KBANK จะประกาศกำไรที่สูงขึ้นในไตรมาส 3/60 เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่อต่อเนื่อง รายได้ค่าธรรมเนียมดีขึ้น กอปรกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยทรงตัวได้ดีจากไตรมาสก่อน นอกจากนี้ KBANK คงประมาณการ การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯ ที่ 2-2.25bps ของสินเชื่อรวมเทียบกับ 2.29% ในช่วงครึ่งแรกของปี 60 และการเติบโตของเป้าหมายสินเชื่อยังคงประมาณเดิมที่ 4-6% เทียบกับครึ่งแรกของที่ 5.3% 
  โดยรวมยังคงคาดการณ์กำไรปี 60 ที่ 4.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเราเชื่อว่าผลการดำเนินงานของ KBANK ในช่วงครึ่งหลังของปี 60 จะปรับตัวดีขึ้นจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย รวมทั้งกิจกรรมการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นแก่ธุรกิจบรรษัทและธุรกิจรายย่อยที่ดีกว่าในช่วงครึ่งแรก แต่เรายังเห็นปัจจัยเสี่ยงต่อประมาณการที่อาจจะเกิดขึ้นได้ คือ การตั้งสำรองเพื่อหนี้สูญที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งหลัง ถ้าหากการเติบโตของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ยังมาต่อเนื่อง และจะส่งผลให้แนวโน้มการตั้งสำรองหนี้มากขึ้นตามที่เราคาดการณ์ และการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่ต่ำคาด ซึ่งเราคาดว่าจะเติบโต 7% ดังนั้นจึงคงคำแนะนำ ถือ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 208 บาท
  ด้าน บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า ในครึ่งปีนี้ คาดรายได้ของ KBANK จะเติบโตดี ด้านรายได้ดอกเบี้ยคาดจะเพิ่มขึ้นตามสินเชื่อที่ยังเติบโตได้ดี ซึ่งสามารถชดเชย NIM ที่อาจปรับตัวลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลประกอบการจะยังโดนกดดันจากการตั้งสำรองฯ ที่สูงขึ้นกว่าเมื่อปีก่อน เพราะเมื่อปี 59 ธนาคารใช้นโยบายการตั้งสำรองสูงในครึ่งปีแรก ทำให้สำรองในครึ่งปีหลังต่ำลง
  แต่ในปี 61 คาดว่าผลประกอบการจะกลับมาโต 29% จากปีีนี้ ผลักดันจากการตั้งสำรองที่ลดลงจากคุณภาพสินทรัพย์ที่คาดว่าจะดีขึ้น และหากคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น คาดว่า KBANK จะกลับมาปล่อยสินเชื่อ SME มากขึ้น ช่วยให้ผลตอบแทนของสินเชื่อ และ NIM ดีขึ้น ทั้งนี้ เราปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 61 ที่ 240 บาท จากเดิมให้ราคาเป้าหมายในปีนี้ไว้ที่ 186 บาท พร้อมปรับคำนแนะนำเป็น ซื้อ
 ส่วนนักวิเคราะห์รายอื่นๆ ที่เคยออกบทวิเคราะห์มาหลังจากประกาศงบไตรมาส 2/60 ต่างให้ราคาเป้าหมายของ KBANK ไว้ต่ำกว่าในระดับปัจจุบัน

บล.ทิสโก้ แนะนำ ถือ ให้มูลค่าเหมาะสม 185 บาท
บล.ทรีนีตี้ แนะนำ ถือ ให้ราคาเป้าหมายปี 60 ที่ 192 บาท
บล.ซีไอเอ็มบี แนะนำ ถือ ให้ราคาเป้าหมาย 191 บาท
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส แนะนำ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 208 บาท
บล.เคจีไอ แนะนำ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 210 บาท
บล.ธนชาต แนะนำ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 215 บาท

 เป็นที่น่าจับตาว่าการวิ่งขึ้นของหุ้น KBANK ในรอบนี้จะเป็นการกลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอีกครั้งจริงๆ หรือไม่ เพราะผลประกอบการในครึ่งปีแรกก็ยังไม่ได้สะท้อนการเติบโต และภาพรวมทั้งปีก็มีแนวโน้มจะทำได้แค่ทรงตัวอย่างที่บริษัทว่าไว้ ฉะนั้น หากผลประกอบการไตรมาส 3/60 ที่ใกล้จะจบลง ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น การพุ่งขึ้นในรอบนี้ก็อาจจะเป็นเพียงส่วนช่วยดันดัชนีแค่ช่วงสั้นก็เป็นได้

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด