หุ้นฮ็อต

| 1 กันยายน 2560 | 09:32

TMILL ลุ้นทำไฮใหม่รอบกว่า 4 ปี หลังปันผลสูงกว่าคาด

 TMILL ลุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 4 ปี หลังประกาศจ่ายปันผล 0.18 บาทต่อหุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด จับตากำลังผลิตส่วนเพิ่มหนุนอัตรากำไรสุทธิแตะ 10%

  ราคาหุ้น บริษัท ที เอส ฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TMILL ขยับขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ล่าสุดปิดที่ 5.25 บาท โดยหากราคาหุ้นสามารถทะลุผ่าน 5.5 บาท ขึ้นไปได้ จะเป็นการทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 4 ปี 
  ทั้งนี้ TMILL เคยทำจุดสูงสุดไว้ที่ 6.91 บาท ตั้งแต่สัปดาห์แรกของการเข้าจดทะเบียนเมื่อปลายปี 55 แต่หลังจากนั้นราคาหุ้นกลับร่วงลงมาซื้อขายกันที่ 3-4 บาท ตามผลกำไรที่ไม่ได้เติบโตมากนัก เนื่องจากกำลังการผลิตที่เต็มประสิทธิภาพแล้ว
  TMILL เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแป้งสาลี ได้แก่ แป้งบะหมี่สด แป้งขนมปัง แป้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แป้งบิสกิต แป้งเอนกประสงค์ แป้งอาหารสัตว์ เป็นต้น ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทเอง โดยเป็นการ spin off มาจาก บริษัท ไทยชูการ์ เทอร์มิเนิ้ล จำกัด (มหาชน) หรือ TSTE
  หุ้น TMILL เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งตั้งแต่ช่วงปลายปี 59 หลังจากการเดินเครื่องกำลังการผลิตส่วนเพิ่มได้มากยิ่งขึ้น โดยบริษัทใช้เงินลงทุนไป 550 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตเท่าตัว จาก 250 ตันต่อวัน เป็น 500 ตันต่อวัน ตั้งแต่ปี 58 ซึ่งช่วยหนุนให้กำไรครึ่งปีแรกของปีนี้ทำได้ถึง 66.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 108% จากปีก่อน
 อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ช่วยผลักดันราคาหุ้นขึ้นมาถึง 5.42% วานนี้ (31 ส.ค.) น่าจะเป็นผลจากการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.18 บาทต่อหุ้น (ขึ้น XD วันที่ 12 ก.ย. 60) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และสูงที่สุดที่บริษัทเคยจ่ายมาก่อนหน้านี้
  การจ่ายเงินปันผลที่ 0.18 บาทต่อหุ้น ในครั้งนี้ คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ถึง 94.7% ของกำไรต่อหุ้นในครึ่งปีแรกของบริษัทที่ 0.19 บาทต่อหุ้น ส่วนที่ผ่านมา TMILL เคยจ่ายเงินปันผลที่เพียง 0.08 บาทต่อหุ้น ในปี 57 และปี 58 และจ่ายรวม 0.15 บาทต่อหุ้น ในปี 59
  ก่อนหน้านี้ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่า TMILL จะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเพียง 0.14 บาทต่อหุ้น และจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปีที่ 0.22 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน ขณะที่กำไรของ TMILL น่าจะเติบโตเฉลี่ย 35% ในระหว่างปี 59-64 ซึ่งในปี 60-61 นี้ คาดว่ากำไรสุทธิของบริษัทจะอยู่ที่ 100 ล้านบาท และ 122 ล้านบาท ตามลำดับ 
  การเติบโตของ TMILL เป็นผลจากการเพิ่มกำลังการผลิตอีกเท่าตัว เนื่องจากกำลังการผลิตเดิมเต็ม แต่ความต้องการของลูกค้ายังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมีโอกาสขยายฐานลูกค้าไปยังต่างจังหวัด และประเทศเพื่อบ้านมากขึ้น ทำให้กำลังการผลิตของ TMILL ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ พร้อมอัตรากำไรที่สูงขึ้น ดังจะเห็นได้จากกำไรปกติครึ่งปีแรกเติบโต 89% จากปีก่อน ปัจจุบันอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ราว 70% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 75% ในปี 61 และ 80% ในปี 62 หนุนรายได้เติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 8% ระหว่างปี 59 - 64 ขณะเดียวกันอัตราการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นยังช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับสูง คาด 18.7% ในปี 60 และ 18.8% ในปี 61 – 62
  นอกจากนี้ ราคาข้าวสาลีซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตยังทรงตัวในระดับต่ำ เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่ Black sea คาดการณ์ว่าจะออกมามากว่าที่ตลาดคาด แม้จะมีการฟื้นตัวบ้าง บริษัทได้ติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อล็อคราคาซื้อวัตถุดิบในช่วงที่ราคายังปรับตัวขึ้นไม่มาก และอาจขายได้ในราคาตลาดเมื่อราคาปรับตัวขึ้น ทำให้อัตรากำไรของบริษัทยังทรงตัวในระดับสูง โดยบริษัทมีเป้าหมายการรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นไม่ให้ต่ำกว่า 15% ขณะที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นแรงบวกอีกทางต่ออัตรากำไรขั้นต้น เพราะนำเข้าข้าวสาลี 100% เป็นเงินสกุลดอลลาร์ แต่มีรายได้หลักเป็นเงินบาทจากการจำหน่ายในประเทศ 100% ส่วนความต้องการภายในประเทศยังเติบโตต่อเนื่อง เพราะแป้งสาลีเป็นส่วนผสมในการทำ ขนมปัง เบเกอรี่ บะหมี่ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  ให้ราคาเป้าหมายปี 61 ที่ 7.1 บาท เทียบเท่า PER ปี 61ที่ 23 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม MAI ที่สูงกว่า 30 เท่า และหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ที่ 26 เท่า 
  ช่วงครึ่งปีแรก แม้รายได้ของ TMILL จะไม่ได้เพิ่มมากนัก แต่สิ่งที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือ อัตรากำไรสุทธิที่เพิ่มจาก ราว 5% เป็น 9.67% และในอนาคตบริษัทเชื่อว่าอัตรากำไรสุทธิน่าจะเพิ่มขึ้นไปแตะ 10%
  "ชาญกฤช เดชวิทักษ์" รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการของ TMILL เคยระบุว่า หากสามารถใช้กำลังการผลิตโรงงานระยะที่ 2 ได้อย่างเต็มที่ เชื่อว่าจะสามารถผลักดันอัตรากำไรสุทธิของบริษัทให้ไม่ต่ำกว่า 10% ได้ในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่ากำไรสุทธิทั้งปี 60 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 20%

 จากสิ้นปี 59 ราคาหุ้น TMILL ปรับขึ้นมาแล้วกว่า 67% สอดคล้องกับกำไรสุทธิที่เติบโตในทิศทางเดียวกัน ส่วนแนวโน้มต่อจากนี้จะเติบโตต่อไปได้หรือไม่ เชื่อว่าผลประกอบการในครึ่งหลังของปีนี้ น่าจะเป็นตัวตัดสินได้

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด