หุ้นฮ็อต

| 22 สิงหาคม 2560 | 09:13

ERW ลุ้นทำนิวไฮรอบกว่า 20 ปี แต่ระวังอัพไซด์เริ่มจำกัด

 ERW วิ่งกว่า 30% จากปีก่อน ลุ้นเบรกจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 20 ปี โบรกฯ แห่เชียร์ ‘ซื้อ’ หลังงบไตรมาส 2/60 เด่น รับอานิสงส์โรงแรม HOP INN เพิ่มอัตรากำไร แต่ระวังอัพไซด์เริ่มจำกัด และยีลด์ปันผลต่ำเพียง 1%

  ราคาหุ้น บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW กลับมาคึกคักอีกครั้งหลังจากพักตัวลงไปเมื่อช่วงเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ล่าสุด พุ่งขึ้นไปแตะ 6 บาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากเมื่อปลายปีก่อน โดยการวิ่งขึ้นรอบนี้ถือเป็นจุดสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี ทั้งนี้ หากราคาหุ้นสามารถทะลุผ่าน 6.65 บาท ขึ้นไปได้ จะถือเป็นการทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 23 ปี เลยทีเดียว
  ERW ทำธุรกิจโรงแรมและบริหารพื้นที่ให้เช่า มีฐานลูกค้าครอบคลุมทุกกลุ่ม ตั้งแต่ระดับ Luxury, Mid-Scale, Economy ไปจนถึงระดับ Budget เช่น โรงแรม แกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ, เจดับบลิว แมริออท กรุงเทพ, โรงแรมคอร์ทยาร์ด, โรงแรมเมอร์เคียว กรุงเทพ สยาม และโรงแรม HOP INN
 ปัจจัยหนุนสำคัญของ ERW ในรอบนี้ มาจากกำไรไตรมาส 2/60 ที่เติบโตโดดเด่น ทำได้ 57.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 238.67% จากปีก่อน ส่งผลให้กำไรครึ่งปีแรกทำได้ 265.09 ล้านบาท เติบโต 27.42% จากปีก่อน โดยสาเหตุสำคัญของกำไรที่มากขึ้นมาจากแบรนด์ HOP INN ที่เริ่มออกดอกออกผลให้เห็นกันแล้ว
  บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า หลังจากที่ได้เปิดตัว “Hop-Inn” ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมราคาประหยัดเมื่อสามปีก่อนปัจจุบันขนาดธุรกิจของ Hop-Inn ที่เพิ่มขึ้นกลายมาเป็นตัวทำกำไรที่มีนัยสำคัญให้กับกลุ่ม โดยรายได้ของ Hop-Inn คิดเป็นสัดส่วน 5% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรมในครึ่งปีแรก และประมาณ 6% ของ EBITDA แต่ด้วยอัตรากำไรที่สูงถึง 45% หนุนให้ EBITDA margin ของธุรกิจโรงแรมรวมเพิ่มขึ้นอีก 1.8% ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา
  ใน 5 ปีข้างหน้า ERW มีแผนขยายกิจการโดยจะเพิ่มจำนวนโรงแรม Hop-Inn ในประเทศไทยปีละ 10 แห่ง ซึ่งจะทำให้มีจำนวนโรงแรมทั้งหมดประมาณ 50 แห่งภายในปี 63 จาก 32 แห่งในปี 60 ในขณะที่มีแผนจะเพิ่มโรงแรม Hop-Inn ในประเทศฟิลิปปินส์เพิ่มอีก 12 แห่ง จากปัจจุบันที่ 2 แห่ง ทั้งนี้บริษัทได้เตรียมจัดหาที่ดินไว้แล้ว 8 แปลงเพื่อพัฒนาเป็นโรงแรม Hop-Inn ซึ่งคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการ 2 แห่งในปีหน้า   
  ทั้งนี้ ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 60 และปี 61ขึ้นอีก 10% และ 13% และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายในอีก 12 เดือนข้างหน้าเป็น 7 บาท เนื่องจากเราปรับเพิ่มสมมติฐานอัตรากำไรขึ้น จากการที่ผลการดำเนินงานของ Hop-Inn ดีเกินคาด ซึ่งคาดว่า EBITDA margin ในปี 60 และปี 61 เป็น 30.5% ส่งผลให้การเติบโตของกำไรสุทธิในปี 60 และปี 61 อยู่ที่ 25% และ 17% ตามลำดับ
  ด้าน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า เราเชื่อว่าถึงเวลาที่ ERW จะเก็บเกี่ยวผลการลงทุนกลุ่มโรงแรม HOP INN ซึ่งเริ่มสร้างตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว ปัจจุบัน HOP INN ทำอัตราการเข้าพักได้เกินจุดคุ้มทุนแล้ว โดยยืนได้ที่ระดับ 74% ในครึ่งปีแรก เทียบกับปีก่อนหน้าที่ 65% อีกทั้งมีชาวไทยเป็นลูกค้าหลักช่วยลดความผันผวนปัจจัยฤดูกาล ทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด ช่วยสร้างเสถียรภาพทางด้านกำไรรายไตรมาสต่อจากนี้ เห็นได้จากกำไรในไตรมาส 2/60 ที่สูงถึง 50 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสเดียวกันของ 3 ปี ก่อนหน้า ที่ส่วนใหญ่เป็นผลขาดทุน
  ส่วนแผนปรับปรุงโรงแรม JW Mariott น่าจะกระทบเล็กน้อย โดย ERW ประกาศแผนในการปรับปรุงห้องพักในช่วงโลว์ซีซั่นของแต่ละปี เป็นเวลา 3 ปี (60-62) เบื้องต้น ประเมินการปิดปรับปรุงห้องพักราว 152 ห้อง/ปี กระทบต่อรายได้ 448 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 22 ล้านบาท (JW Mariott มี 380 ห้อง สร้างรายได้รวม 1.1 พันล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิราว 5%) คิดเป็นเพียง 5% ของประมาณการกำไรสุทธิของเราเท่านั้น
  โดยรวมเราปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” จากการปรับประมาณการปีนี้และปีหน้าขึ้น โดยให้มูลค่าเหมาะสม ณ สิ้นปี 60 เป็น 6.4 บาท จาก 5.9 บาท จากการปรับประมาณการกำไรปกติในปี 60-61 ขึ้น 17% และ 13% เป็น 504 ล้านบาท และ 559 ล้านบาท เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีกว่าคาด ผ่าน EBITDA Margin ขยับเป็น 29% ในช่วง 2 ปีนี้ โดยในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ERW ทำ EBITDA Margin ได้สูงถึง 31% เทียบกับปีก่อนหน้าที่ 28%
  ส่วน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/60 ของ ERW จะยังคงสามารถปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนได้ต่อเนื่อง จากรายได้เฉลี่ยต่อห้องที่จะดีขึ้น ตามภาพรวมการท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ดีจากการกลับมาของกลุ่มนักท่องเที่ยวรัสเซีย ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนหลังจากโดนการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญก็มีการปรับตัวที่ดีขึ้น ประกอบกับ ERW มีจำนวนโรงแรมที่เปิดให้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของ HOP INN ซึ่งมีแผนจะเปิดโรงแรมใหม่เพิ่มครึ่งปีหลังอีก 7 แห่ง ส่งผลให้ในสิ้นปีนี้ ERW จะมีโรงแรมเปิดให้บริการรวม 52 แห่ง โดยเราประเมินยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยในปี 60 จะอยู่ที่ 34.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน

 อย่างไรก็ตาม ระดับราคาที่สูงขึ้น ทำให้อัพไซด์ของหุ้น ERW ลดลงไปด้วยเช่นกัน จากความเห็นของนักวิเคราะห์ส่วนมากจะให้ราคาเหมาะสมไว้ที่ 6-7 บาท และเมื่อพิจารณาจากผลตอบแทนเงินปันผลราว 1-2% อาจจะทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหากการเติบโตไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้ โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ERW จ่ายเงินปันผลที่ 0.04 บาทต่อหุ้น ในปี 57 และปี 58 ส่วนปี 59 จ่ายเงินปันผล 0.06 บาทต่อหุ้น

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด