หุ้นฮ็อต

| 17 สิงหาคม 2560 | 14:04

PACE พุ่งรับหลุด SP จับตา ก.ล.ต.สั่งแก้งบหรือไม่?

     PACE ราคาพุ่งพร้อมวอลุ่มคึกคัก หลัง ตลท.ปลด SP แต่ความกังวลกรณีผู้สอบฯ ติดใจประเด็นการตีมูลค่าจุดชมวิว อันเป็นที่มาของการประเมินมูลค่าเงินลงทุนที่บุ๊คลงใน Q2/60 ยังไม่หมดไป จนกว่า ก.ล.ต.จะชี้ชะตาอีกรอบ การเก็งกำไรจึงต้องรอบคอบ ส่วนด้านพื้นฐานสถานะยังอ่อนแอรายได้โตทุกปี แต่ยังขาดทุนเรื้อรัง

  ราคาหุ้น บมจ.เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE) ปรับตัวขึ้นแรงทันทีที่เปิดการซื้อขาย พร้อมด้วยปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นเกินปกติ โดยราคาเปิดที่ 2.54 บาท และขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 2.56 บาท หรือบวกกว่า 12% ก่อนปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ 2.34 บาท เพิ่มขึ้น 0.14 บาท หรือ 6.36% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้น 144% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า
  PACE ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ ธุรกิจไลฟ์สไตล์รีเทลด้านอาหารและเครื่องดื่มกูร์เม่ต์ ภายใต้ของเครื่องหมายการค้า ดีน แอนด์ เดลูก้า ปัจจุบันมีโครงการที่พักอาศัยที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจำนวน 5 โครงการ 
  บิ๊กโปรเจ็กต์ของบริษัทฯ คือ โครงการมหานคร ตั้งอยู่บนถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งเริ่มทยอยโอนบางส่วนแล้ว เหลือส่วนของโรงแรมบางกอกเอดิชั่น และจุดชมวิว ออบเซอร์เวชั่นเด็คและรูฟท็อปบาร์ ที่สูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งน่าจะแล้วเสร็จปลายปี 60 
  PACE ถือหุ้นใหญ่โดยตระกูล "เตชะไกรศรี" และได้นำบริษัทฯ เข้าตลาดหุ้นเมื่อเดือน ส.ค.2556 
  PACE มีความสามารถในการทำรายได้เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี จากหลักร้อยล้านบาทเป็นหลักพันล้านบาท แต่บรรทัดสุดท้ายยังคงขาดทุนต่อเนื่อง ตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา จากหลักร้อยล้านบาทขึ้นมาเป็นหลักพันล้านบาท ล่าสุดปี 2559 มีผลขาดทุนสุทธิ 2.3 พันล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 5.4 พันล้านบาท
  สะท้อนไปยังราคาหุ้น PACE ที่แม้เข้าตลาดมาถึง 4 ปีเต็ม แต่ก็ยังวนเวียนอยู่ใกล้เคียงราคาไอพีโอที่ 3.50 บาท โดยในปีนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1.98-4.00 บาท ส่วนระดับ All time high ที่เคยทำไว้คือ 4.10 บาทเมื่อปี 2559
  ราคาหุ้น PACE ที่รีบาวน์แรง พร้อมปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นสูงผิดปกติ หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.) ได้ปลดเครื่องหมาย SP ให้กลับมาซื้อขายได้ แต่จะยังคงเครื่องหมาย NP ไว้จนกว่า PACE จะนำส่งงบการเงินฉบับแก้ไขหรือจนกว่าจะได้ข้อสรุปว่าไม่ต้องแก้ไขงบการเงิน
  โดยวานนี้ (16 ส.ค.) PACE แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 2/60 และงบ 6 เดือนแรกปีนี้ พลิกมีกำไรสุทธิ แต่ผู้สอบบัญชีไม่สามารถให้ข้อสรุปต่องบ เนื่องจากตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าจุดชมวิว ชั้น 77 โครงการมหานคร ทำให้ ตลท. ขึ้นเครื่องหมาย SP และ NP โดยมองว่า ประเด็นนี้อาจนำไปสู่ การที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อาจสั่งให้แก้ไขงบ 
  PACE แจ้งงบไตรมาส 2/60 ออกมาเซอร์ไพร์สตลาด พลิกมีกำไรสุทธิ 5.3 พันล้านบาท เทียบกับไตรมาส 2/59 ที่ขาดทุนสุทธิ 640.54 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือน พลิกมีกำไรสุทธิ 4.7 พันล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 573 ล้านบาท
  สาเหตุหลักเกิดจากการรับรู้เงินลงทุนด้วยราคายุติธรรม 8,231 ล้านบาทในงบแสดงฐานะการเงินรวม และบันทึกเป็นการรับรู้รายได้จากผลกระทบจากการสูญเสียการควบคุมในบริษัทย่อย จำนวนเงิน 8,856.6 ล้านบาท ของกิจการร่วมค้า 2 บริษัท ซึ่งพัฒนาโครงการมหานคร แยก 3 ธุรกิจโรงแรม จุดชมวิว และศูนย์การค้า ตามเกณฑ์หลัง อพอลโล-โกลด์แมน แซคส์ เข้ามาถือหุ้น 
 นอกจากจะพลิกมีกำไรสุทธิแล้ว ยังส่งผลให้ส่วนทุนในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นเป็น 7 พันล้านบาท นำไปสู่การลดลงของอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนทุน (D/E) เหลือ 4.23 เท่า จาก 17.8 เท่าสิ้นปีก่อน และหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อส่วนผู้ถือหุ้น ลดลงเหลือ 2.75 เท่าจาก 13.1 เท่าสิ้นปีก่อน
  PACE ชี้แจงหลังถูกขึ้น SP กรณีผู้สอบบัญชีไม่สามารถให้ข้อสรุปต่องบกำไร-ขาดทุนรวมของบริษัทนั้น เนื่องจากเห็นว่าไม่มีจุดชมวิวในประเทศไทยมาเทียบเคียงเพื่อเปรียบเทียบและเป็นธุรกิจใหม่ของไทย แต่ PACE เชื่อว่าหากสร้างเสร็จก็จะมีรายได้ตามสมุติฐานที่ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระคำนวณไว้ ขณะที่ผู้บริหารมั่นใจว่าจะไม่ถูกสั่งแก้งบการเงิน เพราะลงบัญชีถูกต้องตามมาตรฐาน
 ด้านมุมมองโบรกฯ เห็นว่า นักลงทุนจะมองข่าวดีเรื่องการพลิกกลับมามีกำไรสูงมากในงวด Q2/60 เป็นบวกน้อยลง หลังเจอประเด็นผู้สอบบัญชีฯ ดังกล่าวกังวล และกังวลฐานะการเงินที่อ่อนแอ
  บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า กล่าวว่า นักลงทุนจะมองเรื่องการที่บริษัทพลิกกลับมามีกำไรสูงมากในงวด Q2/60 เป็นบวกน้อยลง เพราะมีประเด็นถึงความถูกต้องในการบันทึกบัญชีครั้งนี้ อีกทั้งก็ยังมีปัญหารออยู่ว่าในที่สุดบริษัทจะมีการแก้ไขงบการเงินหรือไม่ โดยทางผู้สอบบัญชียังไม่ให้ข้อสรุปต่องบรวม อีกทั้งหากไม่นับกำไรพิเศษ PACE ก็ยังมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานในงวด Q2/60 เป็นจำนวนมาก 
 นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเกี่ยวกับหนี้เงินกู้ที่สูงรออยู่ ด้าน SCB ที่เป็นผู้ปล่อยกู้หลักให้กับ PACE ก็พลอยได้รับผลกระทบจากความเป็นไปของ PACE ด้วย เพราะตลาดมีความกังวลการจะเป็นหนี้ NPL หรือไม่
  บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ผลการดำเนินงานหลักยังขาดทุน 1,912 ล้านบาท แม้มีรายได้หลักกว่า 66% ของรายได้รวมมาจากการโอนโครงการมหานคร 1,692 ลบ. +75%YoY แต่เมื่อรวมผลกระทบจากการสูญเสียอำนาจควบคุมในบริษัทย่อย 8.8 พันล้านบาท หลังบันทึกมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนจำนวนเงิน 8,231 ล้านบาทของกลุ่มบริษัท อพอลโล โกลบอล แมเนจเมนท์ และโกลด์แมน แซคส์ ที่เข้ามาลงทุนในบริษัท เพซ โปรเจ็ค วัน จำกัด และบริษัท เพซ โปรเจ็ค ทรี จำกัด เพื่อร่วมลงทุนใน 3 ส่วนหลักของโครงการมหานคร ได้แก่ โรงแรมบางกอก เอดิชั่น ส่วนรีเทล มหานคร คิวบ์ รวมถึงจุดชมวิวออบเซอร์เวชั่นเด็ค และรูฟท็อปบาร์ 
  ขณะที่ D/E ล่าสุดแม้จะลดเหลือ 4.4 เท่าจาก 17.84 เท่า ณ ปลายปี 59 แต่ก็ยังค่อนข้างกังวลถึงฐานะการเงินที่อ่อนแอและความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริงของบริษัท

 แม้หุ้นจะกลับมาซื้อขายได้แล้ว แต่ในระยะสั้นที่นักลงทุนต้องติดตามใกล้ชิด คือ PACE จะถูก ก.ล.ต. สั่งแก้งบหรือไม่ นอกจากนี้ พบว่าหากหักรายการพิเศษออกไปบริษัทจะมีผลขาดทุนไม่ต่ำกว่า 3 พันลบ.ในงวด Q2/60 ซึ่งมากกว่าปีก่อนทั้งปีที่ขาดทุนราว 2.3 พันล้านบาท ขณะที่โดยพื้นฐานแล้วฐานะการเงินยังอ่อนแอ การเข้าเก็งกำไรระยะสั้นจึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วย

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด