หุ้นฮ็อต

| 7 สิงหาคม 2560 | 09:20

EPG จบขาลงตรงไหน? โบรกฯ มองสวนเทรนด์ ชี้ตลาดกังวลมากไป

 EPG ไหลลงต่อเนื่องทำจุดต่ำในรอบกว่า 1 ปีครึ่ง โบรกฯ มองเป็นโอกาสซื้อ ชี้ตลาดกังวลต่อกำไรไตรมาสแรก (เม.ย. – มิ.ย. 60) ที่กำลังจะประกาศวันที่ 11 ส.ค. นี้ มากเกินไป

  ราคาหุ้น บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ไหลลงต่อเนื่องกว่า 17% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ล่าสุดปิดที่ 10.80 บาท ฟื้นตัวขึ้นมาจากจุดต่ำสุดก่อนหน้านี้ที่ 10.30 บาท ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปีครึ่ง
  EPG ประกอบธุรกิจหลักโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) มีการลงทุนหลักในธุรกิจแปรรูปพลาสติก ได้แก่ (1) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายฉนวนยางกันความร้อนและความเย็น ดำเนินการโดย บริษัท แอร์โรเฟลกซ์ จำกัด (AFC) ซึ่งเป็นบริษัทแกน ภายใต้เครื่องหมายการค้า "AEROFLEX" (2) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ชิ้นส่วนตกแต่งรถยนต์ ดำเนินการโดย บริษัท แอร์โรคลาส จำกัด (ARK) ภายใต้เครื่องหมายการค้า "AEROKLAS" และ (3) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติก ดำเนินการโดย บริษัท อีสเทิร์น โพลีแพค จำกัด (EPP) ภายใต้เครื่องหมายการค้า "EPP"
  หลังเข้าตลาดเมื่อปลายปี 57 หุ้น EPG อยู่ในทิศทางที่ดีโดยวิ่งขึ้นจากราคาไอพีโอเพียง 5.8 บาท ไปทำจุดสูงสุดที่ 15.8 บาท เมื่อต้นปี 59 สอดคล้องกับกำไรที่โตขึ้นจาก 629 ล้านบาท เป็น 1,413 ล้านบาท ในปี 59 แต่ในปี 60 ที่ผ่านมา กำไรของ EPG เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงเหลือ 1,330 ล้านบาท แม้รายได้จะยังเพิ่มขึ้นได้ จาก 9,187 ล้านบาท เป็น 9,578 ล้านบาท
  สำหรับปัจจัยหลักที่กดดันราคาหุ้น นักวิเคราะห์มองว่าตลาดกังวลต่อกำไรไตรมาสแรก (เม.ย. – มิ.ย. 60) ที่ใกล้จะประกาศออกมาแล้ว หลังจากที่ไตรมาสล่าสุด EPG รายงานกำไรออกมาค่อนข้างน่าผิดหวัง มีกำไร 272 ล้านบาท ลดลงถึง 21.7% จากงวดเดียวกันของปีก่อน
  บล.กรุงศรี ระบุว่า ราคาหุ้น EPG ร่วงลงมาถึง 13% จากปลายเดือน มิ.ย. 60 ( เนื่องจากตลาดเป็นห่วงว่าผลประกอบการของ EPG ในไตรมาส 1/61 (เม.ย. 60 – มี.ค. 61) จะอ่อนแอ แต่เรามองว่าตลาดวิตกมากเกินไป เพราะรายได้ของ EPG น่าจะยังโตได้ 2% จากไตรมาสที่แล้ว โดยธุรกิจฉนวนยาง และชิ้นส่วนยานยนต์ มีเพียงบรรจุภัณฑ์เท่านั้นที่คาดว่าจะลดลง 5% ตามการบริโภคในประเทศที่อ่อนแอ ส่วนยอดขายฉนวนยางในสหรัฐ (40% ของรายได้) ยังอ่อนแอจากภาวะชะลอตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้าง
  อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของ EPG จะยังแข็งแกร่งที่ 41% ลดลงจาก 44% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนธุรกิจยานยนต์คาดอัตรากำไรขั้นต้นจะยังทรงตัวที่ระดับ 24.5% ส่วนผลของราคาน้ำมันที่ลดลงจะทำให้บริษัทมีผลขาดทุนจากสต๊อกประมาณ 20 ล้านบาท โดยรวมแล้วคาดว่ากำไรสุทธิของ EPG จะอยู่ที่ 280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยบริษัทกำหนดจะส่งงบในวันที่ 11 ส.ค. นี้
  โดยรวมเราปรับลดสมมติฐานอัตราการใช้กำลังการผลิตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ลงเหลือ 50% จากเดิม 60% พร้อมปรับลดอัตรากำไรขั้นต้นลงเหลือ 25% จากเดิม 28% เพื่อสะท้อนการบริโภคที่อ่อนแอ และผลขาดทุนจากสต๊อก ทำให้ประมาณการกำไรสุทธิในปีนี้ลดลง 17% จึงลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 14 บาทคิดเป็น P/E สำหรับปี 62 ที่ 28 เท่า ซึ่งเราคิดว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับนวัตกรรมของสินค้า
  ขณะที่ บล.เออีซี มองไปในทิศทางเดียวกันว่าราคาหุ้นของ EPG ที่ลดลงมานี้ น่าจะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ โดยระบุว่า ช่วงไตรมาสแรกคาด EPG มีกำไรปกติ 377 ล้านบาท หดตัว 3.9% จากปีก่อน ซึ่งมีสาเหตุจาก 1) รายได้รวมคาดโตเพียง 3.2% จากปีก่อน แม้ยอดขายธุรกิจฉนวนยางโต 3% จากแผนขยายตลาดไปในประเทศกลุ่มเอเชียที่ภาคก่อสร้างเติบโตดี เพื่อชดเชยตลาดสหรัฐที่ยังชะลอตัว และยอดขายธุรกิจอะไหล่ยานยนต์คาดโต 8% ตามยอดขาย Canopy (เน้นส่งออกไปยุโรป) และ Side Step (ผลิตให้ลูกค้าแบบ ODM) ที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับภาคอุตสาหกรรมในประเทศที่ซบเซา
  อย่างไรก็ตาม คาดถูกหักล้างบางส่วนด้วยยอดขายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่คาดหดตัว 5% ตามการบริโภคในประเทศยังไม่ฟื้น และมีการแข่งขันจากผู้ผลิตรายอื่นที่รุนแรงขึ้น ทั้งนี้ อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมคาดลดจาก 32.9% เหลือ 32% หลังยอดขายโตต่ำกว่าค่าใช้จ่ายจากผลกระทบค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และการปรับลดราคาขายเพื่อรักษาปริมาณการขายของบรรจุภัณฑ์ ขณะที่ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารคาดสูงขึ้นจาก 17.3% เป็น 18.2% จากรับรู้ค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างของ TJM (บริษัทใหม่)
  ช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้น EPG ปรับลงต่อเนื่องจากความกังวลบาทที่แข็งค่าขึ้นเทียบดอลลาร์สหรัฐราว 1.3% จากต้นไตรมาส ซึ่งเรามองว่าผลกระทบในประเด็นนี้ค่อนข้างจำกัด เพราะรายได้จากสหรัฐของ EPG คิดเป็นเพียง 10% ของรายได้รวม ขณะที่ธุรกิจอื่นทั้งธุรกิจอะไหล่ยานยนต์และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่จะเน้นตลาดในประเทศ หรือส่งออกไปยุโรปและออสเตรเลีย 
  อีกทั้งด้วยราคาหุ้นมีอัพไซด์กว่า 41.4% จากมูลค่าพื้นฐานปี 60/61 ที่ 14.70 บาท อิง P/E 23.7 เท่า พร้อมมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรช่วงครึ่งปีหลังปีก่อนอีกหุ้นละ 0.15 บาท ซึ่งจะขึ้น XD 3 ส.ค. และจ่ายปันผลวันที่ 25 ส.ค. นี้ จึงคงแนะนำ "ซื้อ" นอกจากนี้มองว่าครึ่งปีหลังของงบปีนี้ (ต.ค. 60 – มี.ค. 61) คาดจะเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ จากทั้ง 3 ธุรกิจหลัก โดยทั้งปีคาดจะมีกำไรปกติ 1,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.3% จากปีก่อน และโตต่อ 11.1% ในปี 61/62

 ล่าสุดราคาหุ้น EPG เริ่มฟื้นตัวสวนกลับมาได้บ้าง หลังจากไหลรูดต่อเนื่อง หลังจากนี้คงต้องจับตาดูกันว่าราคาจะผ่านจุดต่ำสุดไปหรือยัง และราคาระดับนี้จะเป็นโอกาสซื้ออย่างนักวิเคราะห์ว่าหรือไม่ โดยผลประกอบการที่จะประกาศออกมาในวันที่ 11 ส.ค. นี้ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อราคาหุ้นอย่างแน่นอน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด