หุ้นฮ็อต

| 4 สิงหาคม 2560 | 09:28

BH เทรดคึกเก็งงบโค้ง 2 ดีกว่าคาด จับตา Q3 ไฮซีซั่น

 BH พุ่งแรงทำนิวไฮรอบ 8 เดือน พร้อมวอลุ่มหนาแน่น เก็งงบไตรมาส 2/60 ที่จะประกาศวันที่ 10 ส.ค. นี้ดีกว่าคาด แม้เป็นโลซีซั่น แถมลุ้นปันผละหว่างกาล ส่วนไตรมาส 3 เป็นไฮซีซั่น โบรกฯ มองกำไรน่าตื่นเต้น ขณะที่ราคาหุ้นยังขึ้นน้อยกว่ากลุ่ม จับตาแผนกระจายฐานผู้ป่วยไปสู่กลุ่มประเทศ CLMV แทนตะวันออกกลาง

  ราคาหุ้น บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH พุ่งทำนิวไฮรอบ 8 เดือนที่ 189 บาท ก่อนปิดการซื้อขายที่ 188.50 บาท เพิ่มขึ้น 7.50 บาท หรือ 4.14% มูลค่าการซื้อขายเป็นอันดับ 4 ที่ 993 ล้านบาท และปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่า 442% จากค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า จากที่เคยเทรดวันละ 1.2 ล้านหุ้น เพิมเป็น 5.3 ล้านหุ้น
  BH ประกอบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ภายใต้ชื่อ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล ในกรุงเทพมหานคร โดยมีการให้บริการทางการแพทย์ครบวงจรทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน รวมทั้งศูนย์บริการผู้ป่วยต่างชาติ และลงทุนในธุรกิจการแพทย์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ
  ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ BH คือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ถือหุ้น 24% ขณะที่มีผู้ถือหุ้นรายย่อยมากกว่า 12,000 ราย
  ผลการดำเนินงาน BH ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (56-59) กำไรสุทธิทำนิวไฮต่อเนื่องที่ 2.5 พันล้านบาท, 2.7 พันล้านบาท, 3.4 พันล้านบาท และ 3.6 พันล้านบาท ตามลำดับ ส่วนไตรมาส 1/60 โชว์ผลงานค่อนข้างโดดเด่นที่ 1 พันล้านบาท นับเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่รายไตรมาส 
  สัญญาณหุ้น BH ที่มีแรงซื้อเข้ามาอย่างโดดเด่น เป็นการเก็งกำไรผลการดำเนินงานไตรมาส 2/60 ที่นักวิเคราะห์มองว่าจะออกมาดีกว่าที่คาด แม้จะเป็นโลว์ซีซั่น แต่สามารถบริหารต้นทุนได้ดี โดยมองกำไรจะดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จะอ่อนตัวเล็กน้อยจากไตรมาสแรก
  บล.เคจีไอ คาดว่ากำไรสุทธิของ BH ใน 2Q60 จะอยู่ที่ 914 ล้านบาท (+6.6% YoY, -9.1% QoQ) ซึ่งกำไรใน 1H60 จะคิดเป็น 48% ของประมาณการทั้งปีของเราที่ 3.99 พันล้านบาท โดยภาพรวมแล้ว เรามองว่าผลการดำเนินงานของ BH ใน 2Q60 ดูดีขึ้น แม้ 2Q เป็นช่วง low season ก็ตาม เราคาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 4.38 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% YoY แต่ลดลง 1.3% QoQ ได้รับผลกระทบจากช่วงฤดูถือศีลอดของมุสลิม โดยเราพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรป สหรัฐ เอเซียใต้ และตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นใน 2Q60 ซึ่งส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวรวมเพิ่มขึ้น 7.6% YoY เป็น 8.1 ล้านคน (จาก 7.6 ล้านคนใน 2Q59) เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของ BH น่าจะยังแข็งแกร่งอยู่ที่ 42.0% จาก 41.2% ใน 2Q59 แต่ลดลงจาก 43.8% ใน 1Q60 ทั้งนี้ เราคาดว่าสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ ผู้ป่วยชาวไทยจะยังคงเท่าเดิมอยู่ที่ 64%:36%ใน 2Q60
  บล.บัวหลวง ระบุ กำไรช่วงโลว์ซีซั่นในไตรมาส 2/60 ของ BH จะดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าปริมาณคนไข้ไม่ได้แสดงถึงสัญญาณการฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2/60 แต่ประสิทธิภาพและการบริหารต้นทุนที่แข็งแกร่งของ BH จะส่งผลต่ออัตรากำไรที่สูงกว่าทุกคาดการณ์แม้ว่าจะอยู่ในช่วงโลว์ซีซั่น ดังนั้นเราเห็นความเป็นไปได้สูงที่ BH จะรายงานกำไรหลักเติบโตน่าตื่นเต้นที่ 12-15% YoY ในไตรมาส2/60 (ประกาศงบในวันที่ 10 ส.ค.) สร้างความประหลาดใจให้แก่เราเป็นอย่างมากจากประมาณการของเรา ที่คาดการณ์เติบโตของกำไรหลักเพียง 3% YoY และดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรเป็นเพียงตัวเลขหลักเดียว YoY ในไตรมาส 4/59-4/60
  โดยเราคาดแม้ว่ารายได้จากธุรกิจการแพทย์จะทรงตัว (YoYและ QoQ) อัตรากำไรหลักน่าจะออกมาดีที่สุดในกลุ่ม และอาจจะขยายตัวได้ถึง 150-200bps YoY ทั้งนี้กำไรหลักไตรมาส2/60 น่าจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย QoQ เนื่องจากกำไรหลักที่ฐานสูงทำสถิติสูงสุดในไตรมาส1/60 ที่ผานมาก คาดว่า BH จะประกาศจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นระหว่างกาลอยู่ที่ 0.10 บาท สำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2560 และจะประกาศขึ้นเครื่องหมาย XD ในเดือนส.ค.
ขณะที่ไตรมาส 3 นักวิเคราะห์มองผลการดำเนินงาน BH จะยังคงสร้างความตื่นเต้น เนื่องจากเป็นไฮซีซั่น ส่งผลให้กำไรสุทธิทั้งปีนี้ และปีหน้ายังคงทำนิวไฮต่อเนื่อง รวมไปถึงแผนการกระจายฐานผู้ป่วยไปสู่กลุ่มประเทศ CLMV แทนตะวันออกกลางที่เป็นลูกค้าหลัก ทำให้การรับรู้รายได้และพอร์ต ลูกค้าของโรงพยาบาลจะเกิดเสถียรภาพมากขึ้นในระยะต่อไป
  บล.เคจีไอ ระบุในบทวิเคราะห์ ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางใน 1H60 เพิ่มขึ้น 13% YoY เป็น 341,224 คน โดยเพิ่มขึ้น 15.2% YoY ใน 1Q60 และ 11.0% ใน 2Q60 ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นของกลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางที่เริ่มทรงตัวดีขึ้น โดยเราเชื่อว่าความกังวลเกี่ยวกับกำลังซื้อของผู้ป่วยตะวันออกกลางจะลดลงในปี 2560 ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น YoY แต่อ่ยางไรก็ตาม เราไม่คิดว่าโรงพยาบาลเกรด premium ของไทย (อย่าง BH) จะยึดกลุ่มผู้ป่วยจากตะวันออกกลางเป็นหลักในระยะยาว เนื่องจาก BH ได้หันมากระจายฐานผู้ป่วยไปสู่กลุ่มประเทศ CLMV แทน ทำให้การรับรู้รายได้และพอร์ตลูกค้าของโรงพยาบาลจะเกิดเสถียรภาพมากขึ้นในระยะต่อไป
  เราคาดว่ารายได้ของ BH ในปี 2560-2561F จะโต 8% และ 10% YoY โดยมีกำไรสุทธิ 3.99 พันล้านบาท (+10% YoY) และ 4.48 พันล้านบทา (+12% YoY) ตามลำดับ เนื่องจาก i) อัตรากำไรที่แข็งแกร่งจากผู้ป่วนที่มี intensity สูง และ ii) การที่บริษัทสามารถคุม SG&A ได้ดี นอกจากนี้ สถานะการเงินก็ยังแข็งแกร่งโดยมีสถานะเงินสดสุทธิ ส่วนในแง่ของแผนธุรกิจ BH ได้เลื่อนโครงการลงทุนใหญ่เพื่อขยายโรงพยาบาลบนถนนเพชรบุรีออกไปก่อนในปีนี้
  ยังคงแนะนำให้ซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 210 บาท (คำนวณโดยวิธี DCF โดยใช้ WACC ที่ 7% และ terminal growth ที่ 3%) คิดเป็น P/E ปี FY17 ที่ 38.3x
  บล.บัวหลวง ระบุ ผู้ป่วยจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางนั้นมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 ของรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติของ BH หรือคิดเป็น 20% ของรายได้ทั้งหมด หลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางปรับตัวลดลงถึง 19% YoY ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นช่วงก่อนหน้ารอมฏอนในเดือน พ.ค.-มิ.ย. เราพบว่าจำนวนชาวต่างชาติจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 85% YoY ในเดือน มิ.ย. 
  นอกจากนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นสำหรับทั้งผู้ป่วยในประเทศ (เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน) และผู้ป่วยจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางซึ่ง ปกติแล้วจำนวนนักเดินทางกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเข้าประเทศไทยในเดือนก.ค.-ก.ย. โดยปกติจะอยู่ที่ 30-35% ของจำนวนทั้งปี ดังนั้น BH น่าจะรายงานกำไรหลักเติบโตได้ดีในไตรมาส3/60 โดยเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ
  BH ยังคงความเป็นผู้ให้บริการทางด้านสุขภาพชั้นนำด้วยประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในประเทศไทย โดยเรามองว่านักลงทุนสามารถไว้วางใจในการเติบโตของผลงานแบบปกติและอัตรากำไรที่โดดเด่นของ BH ได้โดยมูลค่าหุ้นยังคงปรับตัวช้ากว่ากลุ่มด้วย PER ปี 2560 ที่ 33.4 เท่า ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยธุรกิจการแพทย์โลกที่ 36.1 เท่า
  คำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมายจากการประเมินมูลค่าหุ้นแบบคิดลดกระแสเงินสด หรือ DCF ณ สิ้นปี 2560 ที่ 212 บาท อ้างอิงจากค่า WACC ที่ 7.0% และ terminal growth rate ที่ 2.0%

 BH นับว่าเป็นหุ้นโรงพยาบาลที่น่าสนใจ จากผลการดำเนินงานที่คาดว่าจะทำได้ดี แม้เป็นโลว์ซีซั่น อีกทั้งราคาหุ้นที่ยังขึ้นน้อยกว่ากลุ่ม ทำให้มีอัพไซด์จากราคาเหมาะสมที่ 210-212 บาท แต่ก็ยังต้องจับตาว่างบไตรมาส 2/60 ที่กำลังจะประกาศออกมาจะดีอย่างที่นักลงทุนคาดหวังหรือไม่

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด