หุ้นฮ็อต

| 25 กรกฎาคม 2560 | 09:19

CHG ฟื้นทำนิวไฮรอบ 4 เดือน ดัน P/E พุ่ง 50 เท่า

 CHG ฟื้นทำนิวไฮรอบ 4 เดือน ลุ้นงบครึ่งปีหลังโตกว่าครึ่งปีแรก แต่ระวังค่า P/E สูงถึง 50 เท่า เป็นอันดับ 3 ในกลุ่มโรงพยาบาล จับตาสัญญา Single stock futures พุ่ง

  ราคาหุ้น บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมาตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา จากที่ราคาลดลงไปแตะ 2.20 บาท ล่าสุด ขึ้นมาแตะ 2.60 บาท ทำจุดสูงสุดในรอบ 4 เดือน
  CHG ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน เริ่มก่อตั้งในปี 29 จนถึงปัจจุบัน มีทุนจดทะเบียนรวม 1,100 ล้านบาท ประกอบด้วยบริษัทย่อย จำนวน 8 บริษัท มีสาขาของโรงพยาบาลสถานพยาบาลและคลินิกในกลุ่มรวมทั้งหมด 14 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการบริเวณรอบสนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เขตประเวศ เขตลาดกระบัง จังหวัดกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก และถนนเทพารักษ์ ถนนกิ่งแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 
  ครอบคลุมไปถึงจังหวัดในภาคตะวันออกได้แก่บริเวณ ถนนบางนาตราด อำเภอบางปะกง และนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ จังหวัดฉะเชิงเทรา ถนน 304 อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี และอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และในปี 59 เพิ่มสาขาที่อำเภอเมือง จังหวัดระยอง โดยมีจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วยรวม 464 เตียง
  ทั้งนี้พบว่า CHG เป็นหนึ่งในหุ้นที่นักลงทุนสามารถซื้อ-ขายในรูปแบบของ Single stock futures ได้ด้วย โดยตั้งแต่เข้าสู่ไตรมาส 3/60 เป็นต้นมา สถานะคงค้าง (Open interest) ของ CHG futures มีปริมาณเพิ่มขึ้นมาค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับอดีต จากสถานะคงค้างระราว 1.2 - 2 หมื่นสัญญา เพิ่มขึ้นมาเป็นกว่า 2 หมื่นสัญญา ล่าสุดขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 3.3 หมื่นสัญญา พร้อมๆ กับการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นในรอบนี้
  ปัจจัยหลักที่หนุนให้ราคาหุ้นเริ่มฟื้นตัวกลับมา น่าจะเป็นความคาดหวังต่อผลประกอบการที่จะเริ่มกลับมาเติบโตอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 2/60 และในช่วงครึ่งปีหลังก็คาดว่าจะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม CHG ยังมีความเสี่ยงสำคัญในเรื่องของมูลค่าหุ้นที่ดูเหมือนจะสูงกว่าหุ้นตัวอื่นๆ ในกลุ่ม โดยค่า P/E ของ CHG ในปัจจุบันยังอยู่ที่ 50 เท่า สูงเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มโรงพยาบาล ขณะที่ค่า P/BV อยู่ที่ 8.58 เท่า สูงที่สุดในกลุ่มอีกด้วย 
  บล.เออีซี ระบุว่า ช่วงไตรมาส 2/60 คาดว่าจะเป็นไตรมาสที่ CHG กลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยน่าจะกำไรสุทธิ 142 ล้านบาท พลิกกลับมาโต 22.2% จากปีก่อน หลังติดลบต่อเนื่องมา 2 ไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนมาจากรายได้ค่ารักษารวมที่คาดโตราว 8% จากปีก่อน หลังสถานการณ์ฝนตกที่มาเร็วกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้มีจำนวนผู้ป่วยเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น และรายได้กลุ่มประกันสังคมที่คาดโตราว 20% จากปีก่อน ตามจำนวนผู้ประกันตนลงทะเบียนที่เพิ่มขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นคาดสูงขึ้นจาก 29.2% เป็น 32% หลังเกิดการประหยัดต่อขนาดจากมีผู้ป่วยมาใช้บริการเพิ่มขึ้น อีกทั้งช่วงไตรมาส 2/60 ยังมีมาร์จิ้นต่ำหลังต้องรับรู้ต้นทุนของ รพ. ใหม่และส่วนต่อขยายรพ. เดิม รวมทั้งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเตรียมบุคลากรทางแพทย์เพื่อรองรับแผนขยายธุรกิจ รพ.
 ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลัง คาดผลดำเนินงานจะเติบโตดีทั้ง เพราะเข้าสู่ High Season ซึ่งมีผู้ป่วยมารักษาด้วยโรคตามฤดูกาลสูง อาทิ โรคไข้หวัด โรคไข้เลือดออก โรคมือเท้าปาก เป็นต้น และตั้งแต่ 1 ก.ค. 60 จะเริ่มรับรู้ผลบวกจากสำนักงานประกันสังคมปรับขึ้นค่าเหมาจ่ายจากเดิมปีละ 1,460 บาทต่อคน เป็น 1,500 บาทต่อคน อีกทั้งยังมีโอกาสได้ค่ารักษาผู้ป่วยในที่มีค่าใช้จ่ายสูงเพิ่มขึ้น เนื่องจากมี รพ.จุฬารัตน์ 3 เป็น Supra Contractor ที่สามารถรับรักษาผู้ป่วยที่ส่งต่อ มาจากสถานพยาบาลอื่นที่ไม่สามารถรักษาได้ จึงคาดทำให้ CHG มีศักยภาพทำกำไรที่ดีขึ้น โดยทั้งปี 60 คาด CHG จะมีกำไรสุทธิ 656 ล้านบาท โต 16.3% จากปีก่อน และคาดว่าจะเติบโต 10.2% ในปี 61 จากรับรู้การปรับขึ้นค่าเหมาจ่ายประกันสังคมเต็มปี และการคงนโยบายคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด คงคำแนะนำ ซื้อ โดยให้ราคาพื้นฐาน 2.7% พร้อมคาดเงินปันผลราว 1.7%
  ด้าน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดกำไรไตรมาส 2/60 ที่ 159 ลบ. เพิ่มขึ้น 37.5% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4.2% จากไตรมาสแรก โดยคาดรายได้กิจการโรงพยาบาลที่ 968 ลบ. เพิ่มขึ้น 10.6% จากปีก่อน เนื่องจากฤดูฝนที่มาเร็วกว่าปกติ (เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน) ประกอบกับมีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่และไข้เลือดออก เป็นผลให้มีจำนวนผู้เข้าใช้บริการสูงขึ้น โดยกลุ่มลูกค้าเงินสดคาดกลับมาโตทั้ง OPD และ IPD ส่วนลูกค้าประกันสังคมน่าจะเข้าใช้บริการสูงขึ้นเป็น 4.10 แสนราย (จากไตรมาส 1/60 ที่ 4.01 แสนราย)
  สำหรับต้นทุนการให้บริการ น่าจะถูกกดดันน้อยกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนหน้าจากเลื่อนเปิดจำนวนเตียงให้บริการใน CHG ชลเวช เป็นกลางเดือน มิ.ย. 60 (เดิมคาดเปิดต้นไตรมาส 2/60) ทั้งนี้อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะปรับตัวดีขึ้นมาที่ 33.8% เทียบกับปีก่อนที่ 29.2% และไตรมาสแรกที่ 33.3 % ขณะที่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ คาดทรงตัว
  ส่วนภาพทั้งปี 60 คงประมาณการกำไร 664 ลบ. เพิ่มขึ้น 17.7% จากปีก่อน โดยช่วงครึ่งปีหลังคาดผลประกอบการจะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะเป็นช่วง High season (ช่วงเปลี่ยนฤดูฝนเป็นฤดูหนาว มีโอกาสเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ สูง) คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 3.10 บาท เชื่อว่าผลประกอบการทั้งปียังโตเด่น อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันคาดยังไม่สะท้อนผลประกอบการที่กำลังฟื้นตัวมากนัก

  แม้ราคาหุ้น CHG จะเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้แล้ว แต่ด้วยมูลค่าหุ้นที่สูงเมื่อเทียบกับกลุ่ม ฉะนั้นการเติบโตของผลประกอบการในอนาคตน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามกันให้ดี เพราะหากผลที่ออกมาไม่ต่ำกว่าความคาดหวัง ราคาหุ้นก็อาจจะซึมยาวอย่างช่วง 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมาก็เป็นได้

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด