หุ้นฮ็อต

| 24 กรกฎาคม 2560 | 09:20

จับตา KKP ถูกเทผิดหวังงบ Q2/60 แต่ปันผลยังแข็งแกร่ง

 KKP โดนเท ผิดหวังงบไตรมาส 2/60 กำไรลดลง เจาะไส้ในพบสินเชื่อและกำไรจากการดำเนินงานยังเติบโต แต่ถูกกระทบจากปัจจัยอื่นๆ ขณะที่นักวิเคราะห์ยังเชียร์ซื้อ มองปันผลปีนี้ยังโดดเด่น

  ราคาหุ้น ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ปรับตัวลงแรงในการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (21 ก.ค.) โดยลงไปต่ำสุดที่ 69.50 บาท หรือลดลงเกือบ 5% ก่อนปิดการซื้อขายที่ 70.25 บาท ด้วยปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นเกือบ 600% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า จากที่เทรดกันวันละ 3.7 ล้านหุ้น เพิ่มเป็น 22 ล้านหุ้น
  KKP เป็นกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และธุรกิจตลาดทุน โดยธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ดำเนินการภายใต้ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) และธุรกิจตลาดทุน ดำเนินการภายใต้บริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด และ Phatra Asset Management (Cayman)
  ราคาหุ้น KKP เพิ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ของปีที่ 75 บาทในช่วงกลางเดือน ก.ค. ซึ่งในช่วงนั้นดูเหมือนจะมีลุ้นทะลุ 80 บาท ซึ่งจะเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 21 ปี จากความหวังผลการดำเนินงานไตรมาส 2/60 ที่นักวิเคราะห์ต่างมองว่าจะเติบโตเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  แต่สุดท้ายราคาหุ้น KKP ก็ไปไม่ถึงจุดนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากประกาศงบไตรมาส 2/60 ออกมากำไรลดลง ส่งผลให้หุ้นถูกเทขายอย่างหนัก แต่เมื่อดูในไส้ในแล้ว กลับพบว่ากำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองลดลง และยังมีความโดดเด่นในเรื่องจากจ่ายเงินปันผล ทำให้นักวิเคราะห์ยังเชียร์ "ซื้อ"
  บล.ธนชาต ออกบทวิเคราะห์ ระบุว่า ผลกำไร 2Q17 ของ KKP ออกมาที่ 1.2 พันลบ. ลดลง 9% y-y และ 22% q-q มีเหตุผลหลักมาจาก 1) ผลขาดทุนจากการประเมินมูลค่าสินทรัพยใหม่ 163 ลบ. 2) ผลกำไรจากการขายสินทรัพย์ที่ยึดจากลูกหนี้ (NPA) ลดลงในไตรมาสนี้มาที่ 74 ลบ. จาก 186 ลบ. ใน1Q17 และ 141 ลบ. ใน 2Q16 และ 3) ผลกำไรจากการลงทุนและอัตราแลกเปลี่ยนลดลงมาที่ 115 ลบ. จากเดิมที่ 188 ลบ. ใน 1Q17และ 339 ลบ. ใน 2Q16
  หากไม่รวมผลจากปัจจัยเหล่านี้ ผลกำไรจากการดำเนินงานหลักจะอยู่ที่ราว 1.1 พันลบ. จากเดิมที่ 745 ลบ. ใน 2Q16 และ 1.2 พันลบ. ใน 1Q17 เทียบได้เป็นการเติบโต 49% y-y ซึ่งเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองหนี้เสียและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
  โดยยอดสินเชื่อเติบโต 2.7% q-q และ 4% YTD มีผลมาจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนต่างกำไรจากดอกเบี้ยยังคงตัว แต่ผลจากสภาพคล่องที่เกินจำเป็น ทำให้ NIM อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับใน 1Q17
  รายได้นอกเหนือจากดอกเบี้ยลดลง 13% y-y และ 4% q-q เนื่องจากผลกำไรจากการลงทนุ และอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งผลกำไรการขายสินทรัพย์ที่ลดลง ส่วนต้นทุนค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากมีผลขาดทุนจากการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ใหม่
  ยอดสินเชื่อ NPL เพิ่มขึ้น q-q จากคุณภาพสินเชื่อในกลุ่มสินเชื่อบุคคลที่อ่อนตัวลง ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองหนี้เสีย (รวมผลขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ยึด) ลดลง 23% แต่เพิ่มขึ้น 90% q-q ต้นทุน credit cost อยู่ที่ 1.3% จากเดิมอยู่ที่ 1.7% ใน 2Q16 และ 0.7% ใน
  ผลกำไรของ KKP ถูกกระทบด้วยรายการที่มีความผันผวนหลายรายการ แต่ผลกำไรจากการดำเนินงานหลักยังคงแข็งแกร่ง เราจึงยังคาดว่า KKP จะสามารถให้อัตราตอบแทนเงินปันผลสูงกว่า 8% ได้ คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 75 บาท
  ขณะที่เมื่อปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา บริษัทได้ประกาศปรับนโยบายที่กำหนดไว้ จากเดิมที่ธนาคารกำหนดนโยบายการจ่ายเงินปันผลไว้ว่า จ่ายไม่เกิน 60% ของกำไรสุทธิในแต่ละปี เป็น ‘จ่ายเงินปันผลจากกำไรของงบการเงินของธนาคาร โดยการจ่ายเงินปันผลต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ คณะกรรมการธนาคารสามารถพิจารณาจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้ เมื่อเห็นว่าธนาคารมีกำไรสมควรที่จะทำเช่นนั้น’
 จากการปรับนโยบายในครั้งนี้ เท่ากับว่าต่อไป KKP จะไม่มีเพดานในการจ่ายเงินปันผลอย่างที่เคยกำหนดไว้ในอดีต หากบริษัทสามารถสร้างกำไรเติบโตได้ดีอย่างช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็มีโอกาสที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับผลตอบแทนในระดับสูงต่อเนื่อง
  โดยในช่วงปี 58-59 ที่ผ่านมา KKP ค่อนข้างโดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มธนาคาร โดยราคาหุ้นวิ่งขึ้นมากว่า 100% ตั้งแต่เดือน ก.ย. 58 ตามผลกำไรของบริษัทที่เติบโตต่อเนื่อง โดยปี 58 มีกำไร 3,317.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.8% และเติบโตต่อเนื่องในปี 59 ซึ่งทำได้ 5,546.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 67.2%
  นอกจากผลประกอบการที่เติบโตดีแล้ว ปัจจัยหนุนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง คืออัตราเงินปันผลที่เพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อปี 59 เนื่องจากกำไรที่เติบโตเด่น ทำให้ KKP ตัดสินใจจ่ายเงินปันผลออกมามากกว่านโยบายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% ของกำไรสุทธิเมื่อปี 59 โดยบริษัทจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปี 6 บาท คิดเป็น 91.59% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินรวม ซึ่งหากเทียบจากราคาปิดของหุ้น KKP ณ สิ้นปีที่ 59 บาท จะได้อัตราเงินปันผลสูงถึง 10.1%

 KKP นับเป็นหุ้นแบงก์อีกหนึ่งตัวที่ถูกเทขายหลังจากผิดหวังผลการดำเนินงาน แต่หากดูให้ดีแล้วก็ยังมีความแข็งแกร่งเทียบกับธนาคารอื่นๆ ซึ่งนักวิเคราะห์ยังมองว่าจะให้ปันผลได้ในระดับสูง ราคาหุ้นที่ร่วงลงแรงก็จะยิ่งทำให้อัตราตอบแทนจากเงินปันผลสูงขึ้นไปอีก แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือผลการดำเนินงานในช่วงต่อไป จะออกมา "ผิดคาด" อีกหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าราคาที่ขึ้นไปด้วยความคาดหวัง เมื่อผิดหวังก็พร้อมร่วงแรงเช่นกัน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด