หุ้นฮ็อต

| 20 กรกฎาคม 2560 | 09:20

BA เด้งรับอานิสงส์บาทแข็ง แต่ระวังแนวโน้มกำไรยังอ่อนแอ

 BA เด้งแรง พร้อมวอลุ่มหนาแน่น รับอานิสงส์บาทแข็งดันกำไร แต่ระวังแนวโน้มงบไตรมาส 2/60 และทั้งปีนี้ยังอ่อนแอ จากการแข่งขันที่รุนแรง แถมราคาพุ่งใกล้ราคาเหมาะสมแล้ว

  ราคาหุ้น บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA วานนี้ (19 ก.ค.) ปรับตัวขึ้นและมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น โดยราคาแตะระดับสูงสุดที่ 19.30 บาท นิวไฮรอบกว่า 1 เดือน ก่อนย่อตัวปิดที่ 19.20 บาท ด้วยปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่า 995% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า จากที่ซื้อขายกันวันละ 1.5 ล้านหุ้น เพิ่มเป็น 15.7 ล้านหุ้น
  BA ประกอบธุรกิจสายการบิน เจ้าของ "บางกอก แอร์เวย์" ธุรกิจสนามบิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสนามบิน ได้แก่ การให้บริการกิจการภาคพื้นดิน การให้บริการอาหารบนเที่ยวบิน และการให้บริการคลังสินค้าระหว่างประเทศ ให้กับสายการบินของบริษัทและสายการบินอื่นๆ ถือหุ้นใหญ่โดยตระกูล "ปราสาททองโอสถ" และรายย่อยกว่า 16,000 ราย
  BA เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2557 ด้วยราคา IPO ที่ 25 บาท และมี บล.บัวหลวงเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
  ผลการดำเนินงาน BA กำไรสุทธิอยู่ในระดับเกือบ 1.8 พันล้านบาทในปี 58-59 ที่ผ่านมา ส่วนไตรมาส 1/60 มีกำไรสุทธิ 548 ล้านบาท พลิกจากไตรมาส 4/59 ที่ขาดทุนหนักถึง 319 ล้านบาท แต่ก็ลดลงมากหากเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธืถึง 1.5 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาด โดยมีสาเหตุหลักมาจากการแข่งขันที่รุนแรง และต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
 สัญญาณหุ้น BA ที่มีแรงซื้อเข้ามาอย่างหนาแน่น เป็นผลจากตลาดคาดการณ์ว่าบริษัทฯ จะได้รับผลบวกจากเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง
  บล. โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ ว่าหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ โดยทุกๆ 5% ที่แข็งค่า จะทำให้กลุ่มสายการบินมีกำไรสุทธิ 2017F สูงกว่าคาด นำโดย BA +65% และ AAV +56% ตามมาด้วย TVO ที่มีสัดส่วนนำเข้าสูง กำไรจะดีขึ้นราว 2.5% และสุดท้ายกลุ่มนิคมฯมีเงินกู้เป็นเงินต่างประเทศ คือ AMATA, WHA สัดส่วนราว 10% และ 7%
  อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 2/60 และทั้งปีนี้แล้ว นักวิเคราะห์ยังมองว่าอ่อนแอ พร้อมลดประมาณการลง และลดคำแนะนำเป็นถือ
  บล.เออีซี ปรับลดประมาณการตั้งแต่ ปี 60 ของ BA สะท้อนสงครามราคา และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดอินโดจีน ทั้งจากสายการบินแบบ Long Haul และ Low Cost ซึ่งจะกดดันให้ศักยภาพการทำกำไรแย่ลง ดังนั้นเราจึงขอปรับลดสมมติฐานทั้งรายได้รวมและอัตรากำไรขั้นต้นตั้งแต่ปี 2560 โดยคาดปี 2560 และปี 2561 BA จะมีรายได้รวมลดลงเป็น 26,182 ล้านบาท และ 27,873 ล้านบาท (ลดจากเดิมเฉลี่ยปีละ 6.0%) และอัตรากำไรขั้นต้นเหลือ 18.6% และ 18.1% (ลดจากเดิมเฉลี่ยปีละ 5.2%) โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 2560 และ ปี 2561 BA มีกำไรสุทธิ 1,087 ล้านบาท และ 1,116 ล้านบาท (ลดจากเดิม 52.4% และ 55.5% ตามลำดับ)
  เพื่อสะท้อนความเสี่ยงปัญหาการแข่งขันที่สูงขึ้น และตลอดปีนี้กำไรมีแนวโน้มปรับลดลง YoY ซึ่งทำให้ขาดความน่าสนใจลงทุน อีกทั้งราคาหุ้นมี Upside เพียง 3.1% จากราคาเป้าหมายใหม่ปี 2560 ที่ 20.2 บาท (วิธี SOTP) จึงปรับลดคำแนะนำจาก "ซื้อ" เป็น "ถือ" เพื่อรับเงินปันผล โดยคาดให้ Div. Yield ปีนี้ราว 2.1%
  บล.เคจีไอ คาดว่ากำไรสุทธิใน 2Q60 ของ BA จะลดลงเนื่องจากเป็นช่วง low season ของการท่องเที่ยวของไทย แต่อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าผลการดำเนินงานโดยรวมของ BA จะแข็งแกร่งขึ้นใน 2H17 เนื่องจาก i) คาดว่า load factor จะเพิ่มขึ้น YoY ii) ต้นทุนน้ำมันจะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และ iii) มีการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน และทำ code-share เพิ่มขึ้น
 เรามีมุมมองที่เป็นบวกน้อยลงกับแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากเราไม่คาดว่าจะมีปัจจัยกระตุ้นด้านบวกใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา แต่อย่างไรก็ตาม เรายังมองบวกกับการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน และการเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับสายการบินในระยะยาว
  ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2560-2561 ลง 33.6% และ 37.5% เป็น 1.89 พันล้านบาท (+7% YoY) และ 2.09 พันล้านบาท (+10% YoY) ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงผลประกอบการที่อ่อนแอกว่าที่คาดใน 1Q60 แม้จะเป็นช่วง high season ก็ตาม ดังนั้น เราจึงปรับราคาเป้าหมายใหม่ของ BA เป็น 22.00 บาท (จากราคาเป้าหมายเดิมที่ 30.20 บาท) (คำนวณโดยวิธี sum-of-the-parts โดยให้มูลค่าธุรกิจสายการบิน 8.8 บาท มูลค่าหุ้น Bangkok Dusit Medical Services (BDMS.BK/BDMS TB)* 10.8 บาท และมูลค่า Samui Airport Property Fund (SPF.BK/SPF TB) 2.4 บาท) และปรับลดคำแนะนำจากซื้อเป็นถือ

  คงต้องจับตาว่าราคาหุ้น BA จะไปได้ไกลแค่ไหน แรงซื้อที่เข้ามาจะเป็นเพียงการเก็งกำไรระยะสั้นหรือไม่ เพราะราคาที่ปรับขึ้นมานับว่าเหลืออัพไซด์ไม่มากแล้วจากราคาเหมาะสมที่นักวิเคราะห์หั่นประมาณการลง การตัดสินใจลงทุนจึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วย

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด