หุ้นฮ็อต

| 17 กรกฎาคม 2560 | 09:18

KKP ลุ้นเบรก High รอบ 21 ปี ปรับนโยบายปันผลหนุนหุ้นคึก

 KKP ลุ้นทะลุ 80 บาท ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 21 ปี จับตานโยบายปันผลใหม่ เปิดโอกาสจ่ายเงินปันผลสูงต่อเนื่องจากปี 59 ขณะที่โบรกฯ คาดกำไรไตรมาส 2/60 ยังโตต่อเนื่องจากปีก่อน ตามสินเชื่อ 5 เดือนแรกที่เติบโตดี แต่ระวังราคาเริ่มชนเป้าหมาย

  ราคาหุ้น ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KKP เพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ของปีอีกครั้ง ล่าสุดปิดที่ 75 บาท หากราคาหุ้นสามารถทะลุ 80 บาท ขึ้นไปได้ จะเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 21 ปี เลยทีเดียว
  KKP เป็นกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และธุรกิจตลาดทุน โดยธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ดำเนินการภายใต้ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) และธุรกิจตลาดทุน ดำเนินการภายใต้บริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด และ Phatra Asset Management (Cayman)
  ช่วงปี 58-59 ที่ผ่านมา KKP ค่อนข้างโดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มธนาคาร โดยราคาหุ้นวิ่งขึ้นมากว่า 100% ตั้งแต่เดือน ก.ย. 58 ตามผลกำไรของบริษัทที่เติบโตต่อเนื่อง โดยปี 58 มีกำไร 3,317.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.8% และเติบโตต่อเนื่องในปี 59 ซึ่งทำได้ 5,546.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 67.2%
  นอกจากผลประกอบการที่เติบโตดีแล้ว ปัจจัยหนุนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง คืออัตราเงินปันผลที่เพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อปี 59 เนื่องจากกำไรที่เติบโตเด่น ทำให้ KKP ตัดสินใจจ่ายเงินปันผลออกมามากกว่านโยบายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% ของกำไรสุทธิเมื่อปี 59 โดยบริษัทจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปี 6 บาท คิดเป็น 91.59% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินรวม ซึ่งหากเทียบจากราคาปิดของหุ้น KKP ณ สิ้นปีที่ 59 บาท จะได้อัตราเงินปันผลสูงถึง 10.1%
  และเมื่อปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา บริษัทได้ประกาศปรับนโยบายที่กำหนดไว้ จากเดิมที่ธนาคารกำหนดนโยบายการจ่ายเงินปันผลไว้ว่า จ่ายไม่เกิน 60% ของกำไรสุทธิในแต่ละปี เป็น ‘จ่ายเงินปันผลจากกำไรของงบการเงินของธนาคาร โดยการจ่ายเงินปันผลต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ คณะกรรมการธนาคารสามารถพิจารณาจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้ เมื่อเห็นว่าธนาคารมีกำไรสมควรที่จะทำเช่นนั้น’
  จากการปรับนโยบายในครั้งนี้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่หนุนราคาหุ้นในระยะสั้นที่ผ่านมา เพราะ KKP จะไม่มีเพดานในการจ่ายเงินปันผลอย่างที่เคยกำหนดไว้ในอดีต หากบริษัทสามารถสร้างกำไรเติบโตได้ดีอย่างช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็มีโอกาสที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับผลตอบแทนในระดับสูงต่อเนื่อง
 ส่วนแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/60 นักวิเคราะห์หลายรายมองไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเติบโตขึ้นจากไตรมาส 2/59 แต่อาจจะแค่ทรงตัวจากไตรมาสแรก
  บล.บัวหลวง ระบุว่า แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/60 คาด KKP จะทำได้ 1.44 พันล้านบาท สูงขึ้น 11% จากปีก่อน หนุนโดยสินเชื่อเติบโตและการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯ ลดลง ประมาณการของเราคาดว่าสินเชื่อเติบโต 4% จากปีก่อน และ 2% จากไตรมาสก่อน นำโดยกลุ่มลูกค้ารายย่อยและ SMEs ขนาดเล็ก ขณะที่เราประเมินการตั้งสำรองฯ ในไตรมาสนี้ที่ 300 ล้านบาท ลดลง 51% จากปีก่อน และประเมินส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไตรมาส 2/60 ที่ 4.75%
  อย่างไรก็ดี KKP รายงานสินเชื่อเติบโต 3.7% ในห้าเดือนแรกของปี 60 เติบโตเร็วกว่าคาดมาก เรามองว่ามีโอกาสที่สินเชื่อของ KPP จะเติบโตมากกว่าประมาณการปี 60 ของเราที่ 5% ดังนั้นจึงปรับประมาณการสินเชื่อเติบโตของ KKP ขึ้นจาก 5% มาอยู่ที่ 8% สำหรับปี 60 และจาก 5% มาอยู่ที่ 6% สำหรับปี 61 อีกทั้งการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯ ปี 60 ของ KKP มีโอกาสน้อยกว่าประมาณการของเราที่ 2.2 พันล้านบาท โดยธนาคารตั้งสำรองฯ เพียง 167 ล้านบาทในไตรมาส 1/60 (คุณภาพสินทรัพย์ของทั้งลูกค้ารายย่อยที่ไม่ใช่สินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อบรรษัทดีขึ้น) 
  เราได้ปรับประมาณการกำไรเติบโตของ KKP ขึ้น 3.3% สำหรับปี 60 มาอยู่ที่ 6.2 พันล้านบาท และปรับเพิ่ม 3% สำหรับปี 61 มาอยู่ที่ 6.7 พันล้านบาท เพื่อสะท้อนสินเชื่อห้าเดือนแรกที่เติบโตแข็งแกร่ง เราคาดธนาคารจะประกาศเงินปันผล 8.3% ในปี 60 ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มธนาคาร เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยปรับราคาเป้าหมายปี 60 ขึ้นเป็น 85 บาท จากเดิม 78 บาท คิดจาก P/BV ปี 60 ที่ 1.7 เท่า
  ด้าน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า สินเชื่อเดือน พ.ค. กลับมาขยายตัว 2.34% จากเดือนก่อน หลังจากหดตัวในเดือน มี.ค. – เม.ย. ทำให้สินเชื่อเติบโตจากสิ้นปี 59 แล้ว 3.44% และน่าจะทำให้สินเชื่อไตรมาส 2/60 ของ KKP เติบโตได้ประมาณ 2.5% จากไตรมาสแรก
  สำหรับกำไรไตรมาส 2/60 คาดทำได้ 1.5 พันล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาส 1/60 แต่เพิ่ม 19.3% จากปีก่อน ถึงแม้จะคาดว่าทั้งรายได้ดอกเบี้ย และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจะเติบโตไม่มาก แต่การตั้งสำรองและผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ลดลงจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการเติบโตขึ้น ส่วนทั้งปี 60 คงประมาณการกำไรสุทธิ 6 พันล้านบาท เติบโต 8% แนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐาน 75 บาท
  ส่วน บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบจากฐานที่ต่ำในไตรมาส 2/59 ในขณะที่บริษัทมีรายได้ค่าที่ปรึกษาดีล IPO ของ GGC ทำให้กำไรสุทธิของ KKP น่าจะโตได้ประมาณ 15% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม เรามองว่าผลประกอบการในครึ่งปีหลังยังมีความเสี่ยงจากฐานที่สูงเมื่อปีก่อน ซึ่งมีการรับรู้กำไรประมาณ 1 พันล้านบาท จากการขายสินทรัพย์ของ SAM แต่ในปีนี้คาดว่ารายได้ประเภทนี้จะกลับสู่ระดับปกติที่ราว 750 ล้านบาท
 นอกจากนี้ การเลื่อนขายหุ้น IPO ของ PTTOR จากไตรมาส 2/60 ไปเป็นปี 61 และการชะลอแผนการออกกองทุน Thailand Future Fund (TFF) อาจจะกระทบกับประมาณการกำไรสุทธิของ KKP ในปี 60-61 เนื่องจากภัทรเป็นทั้งที่ปรึกษาและแกนนำในการจัดจำหน่าย ดังนั้น เราจึงถอดรายได้ค่าที่ปรึกษาของสองดีลนี้ (คิดเป็นรายได้รวมประมาณ 340 ล้านบาท) ออกจากประมาณการไปก่อน ซึ่งจะทำให้อัตราการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมในปี 60/61 ลดลงเหลือ 10% และ 12% จากเดิม 18% และ 12.5%
  ฉะนั้น เราจึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 60/61 ลง 6% และ 4% ตามลำดับ ทำให้ประมาณการปี 60 ของเราต่ำกว่า consensus ประมาณ 2.5% ซึ่งเมื่ออิงจาก P/E ที่ 11 เท่า ได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 72 บาท ลดลงจากเดิมที่ 77 บาท ปรับลดคำแนะนำจาก ซื้อ เป็น ถือ

  KKP ยังโดดเด่นต่อเนื่องจากปีก่อน แต่การจะวิ่งขึ้นไปต่อแรงๆ อย่างที่เคยทำได้ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ง่ายนัก เพราะฐานกำไรที่สูงขึ้น ขณะที่อัพไซด์จากราคาเป้าหมายก็เริ่มจำกัดลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ดีอัตราเงินปันผลที่มีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูง อาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยยันราคาหุ้นไว้ได้

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด