หุ้นฮ็อต

| 13 กรกฎาคม 2560 | 09:09

ADVANC ลุ้นฝ่าแนวต้าน 190 บ. แต่ระวังงบ Q2/60 กดดัน

  ADVANC ลุ้นฝ่าแนวต้านบริเวณ 190 บาท หลังเด้งขึ้น 2 วันติดต่อกันกว่า 4% สวนกระแสของนักวิเคราะห์ที่คาดกำไรไตรมาส 2/60 จะอ่อนตัวต่อเนื่อง

  ราคาหุ้น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟว์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC วิ่งขึ้นต่อเนื่อง 2 วันติดต่อกัน รวมกว่า 4% ล่าสุดขึ้นมาปิดที่ 187.5 บาท โดยก่อนหน้านี้ ราคาหุ้นวิ่งอยู่ในกรอบ 170-180 บาท มาตั้งแต่ เดือน ก.พ. 60
  ADVANC เป็นผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคม โดยรวมถึงธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และธุรกิจดิจิทัล คอนเทนต์ ภายใต้แบรนด์ AIS
  ณ ระดับนี้ ราคาหุ้น ADVANC มีโอกาสที่จะขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญบริเวณ 190 บาท อีกครั้ง หลังจากที่เคยขึ้นมาทดสอบระดับนี้เมื่อปี 59 แต่ก็ไม่สามารถผ่านไปได้ จนราคาหุ้นต้องร่วงกลับไปตั้งหลักใหม่บริเวณ 150 บาท ถึง 2 ครั้ง 2 ครา
  หากพิจารณาในแง่ปัจจัยพื้นฐาน คงต้องยอมรับว่า ADVANC อยู่ในช่วงที่ผลประกอบการอ่อนแอลงจากอดีต เพราะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหลังจากการประมูลคลื่นความถี่ อีกทั้งการจ่ายปันผลก็มีแนวโน้มจะลดลงไปด้วย หลังบริษัทประกาศปรับลดนโยบายการจ่ายปันผลจาก 100% เหลือเป็นไม่ต่ำกว่า 70% โดยไตรมาส 1/60 ที่ผ่านมา กำไรของ ADVANC ลดลง 4.7% จากปีก่อน ทำได้ 7,692.55 ล้านบาท
 อย่างไรก็ดี ปัจจัยบวกที่เข้ามาหนุนราคาหุ้น ADVANC ช่วงที่ผ่านมา น่าจะเป็นประเด็นที่ กสทช. ปรับลดค่าธรรมเนียมจากผู้รับใบอนุญาตเหลือ 2.5% จากเดิม 3.75% ตั้งแต่ 1 มิ.ย. เป็นต้นไป ซึ่งในส่วนนี้ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายมีมุมมองเชิงบวกต่อ ADVANC มากขึ้น แต่หากพิจารณาโดยภาพรวมแล้ว แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/60 นักวิเคราะห์ส่วนมากก็มองไปในทิศทางเดียวกันว่ากำไรมีแนวโน้มจะอ่อนตัวลง
  บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) คาดว่า การลดค่าธรรมเนียมจะเป็นส่วนสนับสนุนผลดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังนอกเหนือจากการเติบโตของรายได้จากการบริการ โดยรวมจึงปรับประมาณการปี 60 ขึ้นมาเป็น 2.95 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่คาดไว้ 2.82 หมื่นล้านบาท 
  ส่วนกำไรไตรมาส 2/60 คาดลดลง 27% จากปีก่อน และลดลง 9% จากไตรมาสแรก เนื่องจากการเติบโตของรายได้บริการยังไม่สามารถชดเชยค่าใช้จ่ายโครงข่ายที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด โดยทางฝ่ายคาดรายได้บริการ (ไม่รวม IC) โต 4% จากปีก่อน เป็น 3.14 หมื่นล้านบาท จากการใช้งานข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายโครงข่ายสูงขึ้น 81% จากปีก่อน เป็น 5.6 พันล้านบาท จากการใช้คลื่น เสาและอุปกรณ์ของ TOT สำหรับผลดำเนินงานหากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าคาดลดลงจากการลงทุนโครงข่ายเพื่อเสริมคุณภาพของบริการทำให้ค่าเสื่อมสูงขึ้น 68% เป็น 7.6 พันล้านบาท รวมทั้งการสนับสนุนค่าเครื่องเพื่อรักษาฐานลูกค้าโดยเฉพาะในกลุ่ม Prepaid
  ด้าน บล.ทรีนีตี้ คาดกำไรไตรมาส 2/60 ที่ 7.25 พันล้านบาท ลดลง 6% จากไตรมาสแรก และลดลง 24% จากปีก่อน คาดรายได้จากการให้บริการจะอยู่ประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท ลดลงประมาณ 1% จากไตรมาสก่อน ขณะที่การลดค่าธรรมเนียมยูโซ่จาก 3.75% ต่อปีเหลือ 2.5% ต่อปี ประเมินว่าจะช่วยบริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายได้ราว 1,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 330 ล้านบาทต่อไตรมาส อย่างไรก็ดีในไตรมาส 2 นี้คาดว่าจะช่วยประหยัดได้ราว 110 ล้านบาท
  ขณะที่ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) มองว่า ADVANC มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในระยะยาว เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปี 61 เป็นต้นไป ซึ่งได้รับแรงหนุนจากเทรนด์การใช้งานอินเทอร์เนตที่สูงขึ้นและคาดรายได้จากธุรกิจ fixed broadband จะมีนัยยะสำคัญ อีกทั้งจำนวนคลื่นปัจจุบันของบริษัทที่ 55 เมกะเฮิรตซ์ ยังเพียงพอต่อการเติบโตของลูกค้าอย่างน้อยอีก 2-3 ปี จึงไม่มีแรงกดดันในเรื่องของการประมูลคลื่นที่จะเกิดขึ้นในปี 61 มากนัก
  ส่วนแนวโน้มไตรมาส 2/60 คาด ADVANC จะประกาศกำไรประมาณ 7,028 ล้านบาท ลดลง 8.6% จากไตรมาสแรก และลดลง 26.8% จากปีก่อน เนื่องจากค่าตัดจำหน่ายคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ เพิ่มขึ้นมาประมาณ 1,200-1,300 ล้านบาทต่อไตรมาส และภาระค่าเช่าอุปกรณ์ส่งสัญญาณ เสา และคลื่น 2,100 เมกะเฮิรตซ์ ที่ประมาณ 2,375 ล้านบาท
  นอกจากเรื่องของผลประกอบการแล้ว เงินปันผลน่าจะเป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนหลายรายสนใจหุ้น ADVANC แต่ด้วยการปรับลดนโยบายเงินปันผล และแนวโน้มกำไรที่ลดลง ทำให้นักวิเคราะห์คาดการเงินปันผลในระดับที่ลดลงด้วยเช่นกัน
  บล.ฟิลลิป คาดว่า ADVANC จะจ่ายเงินปันผลครึ่งปีแรก 3.47 บาท คิดเป็น 1.9% ของราคาเป้าหมายที่ให้ไว้ 187 บาท ขณะที่ บล.ทรีนีตี้ คาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลราว 3.5 บาท โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 189 บาท ส่วน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) คาดเงินปันผลทั้งปีที่ราว 4% พร้อมราคาเหมาะสม 190 บาท

  หากพิจารณาจากพื้นฐานโดยภาพรวมแล้ว ADVANC มีแนวโน้มที่จะอ่อนแอลงในช่วงครึ่งปีแรก อย่างไรก็ดี ผลประกอบการครึ่งปีหลังมีโอกาสจะดีขึ้นจากค่าใช้จ่ายที่ลดลง แต่ในมุมของราคาหุ้น ดูเหมือนว่าจะเริ่มเต็มมูลค่าที่นักวิเคราะห์มองกันไว้แล้ว ฉะนั้น หากจะเข้าลงทุน ณ ระดับนี้ อาจจะต้องชั่งน้ำหนักถึงความคุ้มค่ากันให้ดีสักหน่อย

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด