หุ้นฮ็อต

| 30 มิถุนายน 2560 | 09:25

BANPU ทำนิวโลว์รอบ 8 เดือน ลุ้นวันนี้รีบาวน์ หรือ ร่วงต่อ?

  BANPU ร่วงหนัก ทำนิวโลว์รอบ 8 เดือน พร้อมปริมาณหุ้นซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่า 600% รับข่าว “มอร์แกน สแตนเลย์” ปรับสมมติฐานราคาถ่านหินลง กดดันกำไรและราคาพื้นฐาน แถมเจอข่าวลบ จีนห้ามนำเข้าถ่านหินในท่าเรือเล็ก แต่โบรกฯ มองกระทบไม่มาก ขณะที่งบไตรมาส 2/60 คาดกำไรโตก้าวกระโดด จับตาวันนี้ราคารีบาวน์ หรือ ร่วงต่อ

  ราคาหุ้น บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU วานนี้ (29 มิ.ย.) ราคาร่วงแรงแตะ 16.50 บาท ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของวัน และต่ำสุดในรอบ 8 เดือน พร้อมด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 3,635.81 ล้านบาท และปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่า 603% จากที่เคยเทรดวันละ 35 ล้านหุ้น ขึ้นมาเป็น 216 ล้านหุ้น
  กลุ่มบริษัท BANPU ดำเนินธุรกิจหลัก คือ 1) ธุรกิจถ่านหิน ที่ผลิตจากเหมืองที่บริษัทลงทุนในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน และออสเตรเลีย 2) ธุรกิจไฟฟ้า ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำจากโรงไฟฟ้าของกลุ่มบริษัทในประเทศไทย (มาบตาพุด ระยอง) และที่ลงทุนในสาธารณรัฐประชาชนจีน
  หลายปีที่ผ่านมาผลประกอบการ BANPU ถดถอย จากที่เคยมีกำไรสูงกว่า 2.4 หมื่นล้านบาทในปี 53 กลายเป็นลงมาเหลือหลักพันล้านบาท และ 58 พลิกขาดทุน 1.5 พันล้านบาทท ซึ่งถือเป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบ 16 ปี ส่วนปี 59 พลิกกลับมามีกำไร 1.67 พันล้านบาท โดยเฉพาะงวด Q4/59 ที่มีกำไรสูงถึง 1.5 พันล้านบาท 
  ส่วนไตรมาส 1/60 มีกำไรสุทธิกว่า 1.43 พันล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวที่ชัดเจน สอดคล้องกับราคาหุ้น BANPU ที่ลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 10.80 บาท ในช่วงต้นปี 59 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
 สัญญาณหุ้น BANPU ที่โดนเทอย่างหนักอีกครั้ง เกิดขึ้นหลังจาก Morgan Stanley ปรับสมมติฐานราคาถ่านหินลงจาก 70เหรียญ/ตัน เป็น 62/ เหรียญ/ตัน ส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับลดประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายหุ้น BANPU ลงด้วย รวมไปถึงข่าวประเทศจีนห้ามนำเข้าถ่านหินในท่าเรือเล็ก ทำให้เกิดความกังวลต่อผลการดำเนินงาน
  บล. บัวหลวง ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน (NDRC) ได้ออกนโยบายผ่อนปรนข้อบังคับที่ใช้ในอุตสาหกรรมถ่านหินเพื่อกดดันธุรกิจเหมืองขนาดเล็กในปี 2559 โดยมองการที่ NDRC ใช้นโยบายผ่อนปรนในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบเชิงลบแก่ราคาถ่านหินในตลาดโลก โดยปัจจัยที่น่าจะมีผลกระทบมากที่สุดในปีนี้คือการผ่อนปรนกฎข้อบังคับแก่เหมืองขนาดใหญ่ โดยอนุญาตให้ดำเนินงานเกินจาก 276 วัน/ปี ของข้อบังคับเดิม
  ทั้งนี้ ล่าสุดได้ปรับลดประมาณการหุ้น BANPU เหลือ 20 บาทจากเดิม 23 บาท เป็นไปตามการปรับลดกำไรปีนี้ลงเหลือ 7,090 ล้านบาท จากเดิม 7,160 ล้านบาท เป็นผลกระทบจากแนวโน้มราคาถ่านหินปรับตัวลดลงชัดเจน เนื่องจากพบว่าถ่านหินในจีนเริ่มส่งสัญญาณขาดตลาด ทางการจีนจึงใช้นโยบายผ่อนคลายการผลิตถ่านหินในประเทศ ทำให้ปริมาณถ่านเพิ่มมากขึ้นจนกระทบต่อราคาถ่านหินในตลาดโลก
  นอกจากนี้ได้ปรับสมมติฐานราคาถ่านหินลงตาม “มอร์แกน สแตนเลย์” โดยในสมมติฐานของบัวหลวงได้ปรับลดราคาถ่านหินจากเดิมเฉลี่ยที่ 70 เหรียญ/ตัน มาอยู่ที่ 62 เหรียญ/ตัน ส่วนในปี 2561 โดยยังอยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสมของราคาถ่านหินอีกครั้ง แต่ในเบื้องต้นแนวโน้มจะเป็นไปในทิศทางขาลง ส่งผลให้ปรับประมาณการกำไร BANPU ปีนี้ลง 15% เหลือ 5.9 พันล้านบาท จากเดิมคาดทำได้ 6.9 พันล้านบาท
  อีกทั้งแนวโน้มกำไร BANPU น่าจะแตะจุดสูงสุดในไตรมาส 2/60 และเข้าสู่ช่วงขาลงหลังจากนั้น เราจึงประเมินกำไรในครึ่งปีหลังของ BANPU จะอ่อนตัวลงจากครึ่งปีแรก โดยปัจจุบันตลาดประเมินกำไรของ BANPU สำหรับปีนี้ไว้ที่ 9.2 พันล้านบาท อิงราคาถ่านหินที่ 85 เหรียญ/ตัน (YTD ราคาถ่านหินอยู่ที่ 82 เหรียญ/ตัน) เราคาดจะเห็นการปรับประมาณการกำไรของตลาดลงในเร็วๆ นี้ จากปัจจัยข้างต้นเราปรับคำแนะนำเป็น ถือ จาก ซื้อ
  ขณะที่ บล.เคทีบี(ประเทศไทย) เชื่อว่าประเด็นทางการจีนประกาศห้ามนำเข้าถ่านหินบริเวณท่าเรือเล็ก เพราะต้องการสนับสนุนถ่านหินที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าและเหล็กที่จำเป็นต้องใช้ถ่านหินเป็นจำนวนมาก เป็นเพียงสมมติฐานที่คาดในเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าจะไม่ได้รับผลลบเชิงพื้นฐานมากนัก จึงมองว่าในระยะกลาง BANPU ยังเป็นหุ้นที่น่าสนใจลงทุน
  สำหรับ ในไตรมาส 2/60 เชื่อว่ากำไรปกติยังเติบโตแข็งแกร่งคาดจะอยู่ที่ 2.72 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 89.44% QoQ และเพิ่มขึ้นถึง 865% YoY ซึ่งไม่ได้นับรวมผลกระทบจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยเหตุผลหลักคือราคาถ่านหินฟื้นตัวมาเฉลี่ยที่ 67 เหรียญสหรัฐฯ /ตัน เทียบกับไตรมาส 2/59 ที่เคยลงไปทำจุดต่ำสุด 42 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ประกอบกับโรงไฟฟ้าหงสามีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 80% จากไตรมาสแรกที่ 70%
  บล.เคทีบี ประเมินราคาถ่านเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 75 เหรียญสหรัฐฯ /ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 53 เหรียญสหรัฐฯ /ตัน ส่งผลให้กำไรปีนี้จะแตะ 9.69 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 478% จากปีก่อนหลังฐานกำไรธุรกิจถ่านหินอินโดนีเซียที่ต่ำและการปรับราคาขายตามสัญญาของเหมืองออสเตรเลีย โดยปัจจุบันยังคงราคาพื้นฐานที่ 23 บาท
  ขณะที่ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับแบบรายงานการจำหน่ายหุ้น BANPU โดยบลจ.บัวหลวง เมื่อวันที่ 15/05/2560 จำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่ายคิดเป็น -0.12% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการจำหน่ายคิดเป็น 4.97% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

  จากข่าวลบที่เข้ามาทำให้เกิดแรงขายหุ้น BANPU อีกครั้ง แต่หากดูระยะสั้น ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/60 ที่คาดว่าออกมาเติบโตอย่างมากจากปีก่อน ก็อาจจะมีลุ้นให้ราคาหุ้นสามารถรีบาวน์ได้ ส่วนในระยะยาวก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป ว่า BANPU จะหาหนทางเติบโตและลดผลกระทบความผันผวนจากราคาถ่านหินได้อย่างไร และหากจะใช้การลงทุนของสถาบันเป็นดัชนีชี้วัด ก็ต้องคิดว่าการที่ บลจ.บัวหลวง ทยอยขายหุ้นออกจากพอร์ต ย่อมบ่งบอกนัยอะไรบางอย่างเช่นกัน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด