หุ้นฮ็อต

| 19 มิถุนายน 2560 | 09:23

SMT จ่อทำนิวโลว์รอบ 9 เดือน โอกาสซื้อหรือควรเท?

  SMT ถูกเทขายกดหุ้นร่วง 15% ภายใน 1 เดือน จ่อทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 9 เดือน หากราคายังไหลลงต่อจนหลุด 5.35 บาท ขณะที่นักวิเคราะห์มองต่างมุม ประเด็นกังวลต่อยอดขายแผงโซลาร์ฯ แนะจับตาความเสี่ยงจากค่าเงินบาทประกอบ

  ราคาหุ้น บริษัท สตาร์สไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT เหมือนจะเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา แต่ล่าสุด ถูกเทขายกดราคาหุ้นลงไปแตะ 5.50 บาท อีกครั้ง ก่อนจะเด้งกลับมาปิดที่ 5.65 บาท ด้วยปริมาณการซื้อขายถึง 23.9 ล้านหุ้น เพิ่มขึ้น 901% จากค่าเฉลี่ย 5 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาหุ้นลดลงแล้ว 15% ภายใน 1 เดือน
  SMT ประกอบธุรกิจรับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
 หากราคาหุ้นของ SMT ยังลดลงต่อเนื่องจนหลุด 5.35 บาท จะเป็นการทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 9 เดือน สวนทางกับแนวโน้มกำไรของบริษัทซึ่งอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา เมื่อเป็นแบบนี้แล้วราคาหุ้นที่ร่วงลงมาอยู่ในจุดนี้จะเป็น โอกาส หรือ ความเสี่ยง กันแน่?
  ไตรมาส 1/60 บริษัทมีกำไร 39.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไร 37.83 ล้านบาท และยังมากกว่าปีที่แล้วทั้งปีที่มีกำไร 12.95 ล้านบาท เพราะปีก่อน SMT มีผลขาดทุนถึง 89.22 ล้านบาท ในไตรมาส 4/59 โดยภาพรวมรายได้จากการขายสินค้ายังลดลงถึง 57% จากสินค้ากลุ่ม Hard Disk Drive อย่างไรก็ตามบริษัทพยายามหันไปมุ่งเน้นกลุ่ม IC Packaging และพยายามเน้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมีอัตรากำไรสูงขึ้นกว่าผลิตภัณฑ์เดิม บวกกับความพยายามลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 20% ในไตรมาสแรก
  ทั้งนี้ หนึ่งในสินค้าใหม่ของบริษัทคือ แผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เข้ามากดดันราคาหุ้นของบริษัทในขณะนี้
  บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า จากการ delay การขายแผงโซลาร์เซลล์มาระยะหนึ่ง จากแผนเดิมที่ตั้งไว้ไตรมาส 4/59 กอปรกับนโยบายของทรัมป์ที่มีความเป็นไปได้ว่าสินค้าไทย 2 รายการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือแผงโซลาร์เซลล์ ที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะถูกสอบสวนและอาจจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการนำเข้า 
  เราจึงปรับลดประมาณการยอดขายแผงโซลาร์เซลล์ของ SMT ลงจากประมาณการยอดขายเดิมในปีนี้ ทำให้รายได้ทั้งปี 59 ลดลงจากประมาณการเดิม 25.6% เหลือ 2,529 ล้านบาท และกำไรสุทธิเหลือ 308 ล้านบาท ลดลง 32.9% ของประมาณการเดิม ทั้งนี้กำไรที่ปรับลดลงมากเนื่องจากแผงโซลาร์เซลล์มีมาร์จิ้นที่สูง จึงมีการปรับมาร์จิ้นรวมใหม่ โดยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นใหม่จะอยู่ที่ 19.9% และ อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 12.2% ซึ่งปรับลดลงประมาณ 1% จากประมาณการเดิมทั้งคู่
  จากการปรับลดประมาณการรายได้และกำไรของ SMT ทำไห้เราได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 5.50 บาท อิง P/E 15 เท่า จึงเปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ขาย” ทั้งนี้ SMT ยังเหลือลูกหนี้ Set Top Box อีกประมาณ 160 ล้านบาท ที่ยังไม่ได้ตัดจำหน่าย และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งเรายังไม่ได้รวมเข้าไปไว้ในประมาณการ โดยเรามองว่าการปรับดอกเบี้ยขึ้นของเฟด จะทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้ในครึ่งปีหลัง จึงคงประมาณการเงินบาทเดิมที่ 35 บาท/ดอลลาร์
  ส่วนแนวโน้ม ไตรมาส 2/59 มองกำไรปกติจะเติบโตได้เล็กน้อย ประมาณ 40 ล้านบาท เนื่องจากการ delay ของยอดขายแผงโซลาร์เซลล์ ส่วนทั้งปียังเติบโตได้สูงมากเนื่องจากฐานที่ต่ำเมื่อปีก่อน โดยหลักๆ การเติบโตจะยังคงมาจากยอดขายในกลุ่ม IC packaging และสินค้าใหม่ๆ
        แต่ในมุมของ บล.โนมูระ พัฒนสิน มองว่า ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมานี้ เป็นโอกาสในการเข้าซื้อ และยังคงให้คำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย 7.1 บาท
  จากความกังวลประเด็นสหรัฐฯ อาจใช้มาตรการภาษีนำเข้าแผงโซลาร์จากต่างประเทศ ซึ่งเรามองว่าข่าวดังกล่าวเป็น sentiment ลบต่อหุ้น SMT เนื่องจากปีนี้บริษัทมีการผลิตแผงโซลาร์เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้า Ten K ซึ่งมีตลาดหลักในสหรัฐฯ และตั้งเป้าหมายยอดขายโซลาร์ปีนี้ราว 800 ล้านบาท คิดเป็น 24% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปีที่ 3.4 พันล้านบาท
  ทั้งนี้ บริษัทให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันบริษัทยังผลิตสินค้าโซลาร์ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า Ten K และเริ่มส่งมอบในไตรมาส 2/59 ประมาณ 130 ล้านบาท รวมทั้งมีแผนขยายลูกค้าใหม่ๆ เพื่อให้เกิด Economy of scale จากการผลิตโซลาร์ นอกจากนี้บริษัทไม่ถูกตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐจากประเด็นข่าวดังกล่าว
        ฉะนั้น ตามประมาณการปีนี้ เราคาดว่า SMT จะมียอดขายโซลาร์ ราว 600 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนราว 18% ของประมาณการยอดขายรวม 3.36 พันล้านบาท ซึ่งกรณีแย่สุด หากไม่รวมคำสั่งซื้อโซลาร์ดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิปีนี้ 16% จาก 353 ล้านบาท หรือ 297 ล้านบาท และกระทบราคาเป้าหมายราว 1.1 บาท
  โดยรวมมองว่าราคาหุ้น SMT ตอบรับความเสี่ยงประเด็นดังกล่าวไปบ้างแล้ว ประกอบกับนับจากข่าวดังกล่าวที่ออกมาตั้งแต่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา ราคาหุ้น SMT ลดลง 18% ส่วนการตั้งสำรองลูกหนี้ Set top box เพิ่มเติมจากมูลหนี้คงเหลือ 167 ล้านบาท (ผลกระทบต่อหุ้น 3 บาท) ผู้บริหารมองว่ายังไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น เนื่องจากเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้ว

  ทิศทางของ SMT ในเวลาคงต้องบอกได้ว่ายังไม่ชัดเจนนัก เมื่อพิจารณาจากความเห็นของนักวิเคราะห์ที่ออกมาแตกต่างกันไปคนละมุม สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้มีหุ้นตัวนี้อยู่การรอจังหวะให้มีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดี ส่วนผู้ที่มีหุ้น SMT อยู่แล้ว คงจะต้องนั่งทำการบ้าน และกำหนดความเสี่ยงกันให้ดี เพราะด้วยค่า P/E ที่สูงถึง 333 เท่า หากกำไรไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามที่หวังกันไว้ ราคาหุ้นก็น่าจะพร้อมที่จะร่วงลงได้ตลอดเช่นกัน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด