หุ้นฮ็อต

| 14 มิถุนายน 2560 | 09:16

PCSGH ลุ้นกำไรโตเป็นปีแรก สวนทางนักวิเคราะห์เชียร์ ‘ขาย’

  PCSGH วิ่ง 48% จากปลายปีก่อน ทำนิวไฮในรอบ 2 ปี ลุ้นกำไรโตเป็นปีแรกตั้งแต่เข้าตลาดเมื่อปี 57 ตามการฟื้นตัวของกลุ่มยานยนต์ ขณะที่นักวิเคราะห์แนะขาย มองราคาพุ่งกินพื้นฐาน P/E สูงกว่ากลุ่ม 2 เท่า

  ราคาหุ้น บริษัท พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ปโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PCSGH เพิ่มขึ้น 48% จากปลายปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 5 บาท ล่าสุดปิดที่ 7.4 บาท เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับหุ้นในกลุ่มยานยนต์ที่ปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง โดยดัชนีของกลุ่มยานยนต์วิ่งขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 2 ปีครึ่ง
  PCSGH ประกอบธุรกิจการลงทุนในบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจการผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วน มีบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 100% จำนวน 3 บริษัท 1) บริษัท พี.ซี.เอส. พรีซิชั่น เวิร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแกน เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนประเภทที่ใช้ความแม่นยำสูง ประเภทเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ และระบบบังคับรถ 2) บริษัท พี.ซี.เอส. ได คาสติ้ง จำกัดเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนประเภทอลูมิเนียมฉีดขึ้นรูป โดยที่ ได คาสติ้ง สามารถผลิตชิ้นส่วนขนาดใหญ่ได้ 3) บริษัท พี.ซี.เอส. ฟอร์จจิ้ง จำกัด เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนประเภทเหล็กแปรรูป มีความชำนาญในการผลิตชิ้นส่วนประเภทเหล็กแปรรูปร้อน ได้แก่ ชุดส่งกำลัง ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น
  หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดตั้งแต่ปี 57 ราคาหุ้นของ PCSGH ไหลลงต่อเนื่องจากจุดสูงสุดที่ 11.20 บาท และลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 4.10 บาท เมื่อเดือน ต.ค. 59 หลังจากนั้นจึงเริ่มเห็นการฟื้นตัวกลับขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน
  ราคาหุ้นที่ร่วงลงเป็นไปตามผลกำไรของบริษัทที่ลดลงทุกปี จาก 717.21 ล้านบาท เมื่อปี 57 ลดลงเหลือ 541.73 ล้านบาท ในปี 58 และเหลือ 382.08 ล้านบาท เมื่อปี 59 อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 1/60 ที่ผ่านมา บริษัทเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยมีกำไร 150.65 ล้านบาท เติบโต 16% จากปีก่อนที่มีกำไร 129.59 ล้านบาท
  กำไรที่ดีขึ้นเป็นผลมาจากภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ ช่วงไตรมาส 1/60 ซึ่งสภาอุตฯ เปิดเผยยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ 2.1 แสนคัน ลดลงเพียง 0.8% จากไตรมาส 4/59 แต่เพิ่มขึ้นถึง 15.9% จากปีก่อน เนื่องจากสิ้นสุดกำหนดระยะเวลาถือครองรถยนต์ 5 ปี ในโครงการรถยนต์คันแรก ขณะที่ยอดส่งออกยังคงติดลบ 7.6% จากปีก่อน ทำให้โดยภาพรวมแล้วยอดการผลิตรถยนต์อยู่ที่ 4.85 แสนคัน เพิ่มขึ้น 3.8% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 4.2% จากปีก่อน
  อย่างไรก็ดี ในมุมมองของนักวิเคราะห์ต่อราคาหุ้นของ PCSGH ที่วิ่งขึ้นมาต่อเนื่อง ดูเหมือนจะเริ่มแพงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานที่ดูดีขึ้น
  บล.เออีซี ระบุว่า เรายังคงคาด ปี 60 PCSGH จะพลิกกลับมาโตได้อีกครั้ง ด้วยปัจจัยหนุน คือ แนวโน้มสดใสของยอดขายรถยนต์ในประเทศ การเริ่มผลิตในโครงการใหม่ในกลุ่มสินค้า Non-Pickup ที่มีระดับมาร์จิ้นใกล้เคียงกับกลุ่มสินค้า Pickup รวมถึงแนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น จากแผนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตทั้งเครื่องจักรและโรงงาน และแผนลดต้นทุนค่าไฟฟ้าด้วยโครงการ Solar Roof Top ดังนั้น จึงคงประมาณการเดิม โดยคาดปี 60 จะมีกำไรสุทธิ 487 ล้านบาท เติบโต 27.5% จากปีก่อน
  ยังคงคำแนะนำ "ขาย" แม้ปีนี้จะมีแนวโน้มกำไรพลิกกลับมาโตอีกครั้ง โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 60 ที่ 4.40 บาท อิง P/E 14 เท่า
  เช่นเดียวกับ บล.ทิสโก้ ซึ่งแนะนำ ‘ขาย’ เช่นกัน แม้จะปรับประมาณการรายได้ปี 60 และปี 61 ขึ้น 11% และ 6% ตามลำดับ ปรับผลประกอบการขึ้น 24% ทั้ง 2 ปี แต่ให้มูลค่าเหมาะสมเพียง 4.8 บาท อ้างอิง P/E 10 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของกลุ่มยานยนต์
  ด้าน บล.บัวหลวง ซึ่งแนะนำ ‘ซื้อ’ ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจาก PCSGH รายงานกำไรไตรมาส 1/60 สูงขึ้น 16% จากปีก่อน สูงกว่าที่เราและ Bloomberg คาด 11% เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นเติบโตมากว่าที่ประเมิน โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตของบริษัทสูงขึ้นในไตรมาสนี้ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้นมาอยู่ที่ 19% (เราประเมินที่ 18%) โดยกำไรไตรมาสแรกคิดเป็น 29% ของประมาณการทั้งปี
  นอกจากนี้ คาดกำไรไตรมาส 2/60 จะกระเติบโตก้าวกระโดดจากปีก่อน เนื่องจากไตรมาส 2 และ 3 เมื่อปีก่อน เครื่องจักรของบริษัทมีปัญหาและต้องปิดซ่อมแซมเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลให้กำลังการผลิตลดลง แต่อย่างไรก็ตามจะราคาของ PCSGH ในปัจจุบันก็สูงกว่าราคาเป้าหมายที่ บล.บัวหลวง ให้ไว้ที่ 6.10 บาท ไปแล้ว
  และเมื่อเปรียบเทียบราคาหุ้น PCSGH กับหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มยานยนต์ พบว่าค่า P/E ของ PCSGH ล่าสุดอยู่ที่ 27.99 เท่า สูงกว่าหุ้นตัวอื่นๆ อยู่พอสมควร อาทิ SAT มีค่า P/E 11.66 เท่า AH มีค่า P/E 12.44 เท่า หรือ STANLY มีค่า P/E 12.72 เท่า

 โดยภาพรวมแล้วในปีนี้ PCSGH น่าจะมีกำไรที่เติบโตขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่ด้วยทิศทางราคาที่ขัดแย้งกับความเห็นของนักวิเคราะห์ ขณะที่มูลค่าหุ้นเทียบจากค่า P/E ก็สูงขึ้นมาก ฉะนั้นคงต้องชั่งน้ำหนักกันให้ดีระหว่างการเติบโตของกำไร และความคาดหวังของนักลงทุน เพราะหากกำไรไปไม่ทันความคาดหวัง ราคาหุ้นก็อาจจะไปต่อได้อีกไม่ไกลแล้ว

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด