หุ้นฮ็อต

| 8 มิถุนายน 2560 | 14:02

ต่อจิ๊กซอว์ EARTH หุ้นร่วง 68% ใน 5 เดือน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

       EARTH ขยะใต้พรมโผล่ ประกาศผิดนัดชำระหนี้ B/E วงเงิน 90 ล้านบาท ส่งผลให้ ทริสเรทติ้ง หั่นเครดิตเหลือ D ทันที ต่อจิ๊กซอว์พบหนี้ระยะ 1 ปีเพิ่มขึ้นผิดปกติตั้งแต่ปี 59 ขณะที่เงินสดในมือมีไม่มาก แถมผลการดำเนินงานขาดทุน จึงขาดสภาพคล่อง สะท้อนราคาหุ้นร่วงกว่า 68% ตั้งแต่ต้นปี พบผู้บริหาร ทั้งกลุ่มคำดีและกลุ่มพิหเคนทร์ ขายหนักเกือบ 600 ล้านหุ้น ทั้งถูกฟอร์ซเซล โอนออกชำระหนี้ และขายทิ้งในกระดาน

  หุ้น บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) ราคารูดติดฟลอร์ตั้งแต่เปิดการซื้อขาย โดยเปิดที่ 1.45 บาท ลดลง 0.61 บาท หรือ 29.61% จากนั้นเคลื่อนไหวผันผวน มีแรงไล่ซื้อกลับและทุบลงตลอดช่วงเช้า ก่อนปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ 1.57 บาท ลดลง 0.49 บาท หรือ 23.79% มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นเป็นอันดับ 1 ที่ราว 2.5 พันล้านบาท และปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติกว่า 1,000% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า 
  ทั้งนี้ในช่วงเช้าที่ผ่านมาพบว่าหุ้น EARTH มีการซื้อขายกว่า 1,600 ล้านหุ้น หรือมากถึง 45% ของหุ้นทั้งบริษัทฯ ที่มีอยู่ราว 3,500 ล้านหุ้น
 EARTH เดิมชื่อ "บจ.เอ็นเนอร์ยี่ เพอร์เฟค" เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai เมื่อปี 2553 ด้วยวิธีการ Back-door Listing โดยซื้อกิจการ บมจ.แอ๊ดว้านซ์เพ้นท์ แอนด์ เคมิเคิล (ไทยแลนด์) หรือ APC ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ และปี 2557 ได้ย้ายจากตลาดฯ mai เข้ามาจดทะเบียนซื้อขายในกระดาน SET
  บริษัทฯ ประกอบธุรกิจเหมืองถ่านหิน จัดหาถ่านหิน โดยการขุดจากเหมืองสัมปทาน และนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อนำมาขายให้แก่ลูกค้าทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ล่าสุดปี 2559 EARTH มีสัดส่วนยอดขายถ่านหินไปยังต่างประเทศ 78% และในประเทศ 22% โดยในต่างประเทศโดยมีจีนเป็นตลาดใหญ่สุด
  หุ้น EARTH เคยร่วงติดฟลอร์ 2 วันซ้อน เมื่อวันที่ 11 และ 12 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงก่อนประกาศงบไตรมาส 1/60 ที่พบว่าพลิกขาดทุนสุทธิราว 69 ล้านบาท โดยผู้บริหารทั้งกลุ่มคำดีและกลุ่มพิหเคนทร์ ออกมาจับมือแถลงข่าวยอมรับว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หุ้นร่วงแรง มาจากการถูกบังคับขายหุ้น หรือ ฟอร์ซเซล ของทั้ง 2 กลุ่ม ท่ามกลางข้องกังขาของสังคมว่ามีการใช้ "อินไซด์" ของกลุ่มผู้บริหารในการซื้อขายหุ้นหรือไม่
  ในเช้าวันนี้ EARTH ต้องตกเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ อีกครั้ง หลังจากบริษัทฯ แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่าผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/E วงเงินรวม 90 ล้านบาท ที่ครบกำหนดชำระในวันที่ 6 และ 8 มิ.ย.นี้ เนื่องจากขาดสภาพคล่อง พร้อมกับ ทริสเรทติ้ง ที่ประกาศหั่นอันดับเครดิตจาก BBB- เป็น D ในทันที
  EARTH แจ้งการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน (B/E) วงเงิน 40 ล้านบาท ซึ่งครบกำหนดชำระเมื่อ 6 มิ.ย.60 เนื่องจากบริษัทขาดสภาพคล่องและอยู่ระหว่างทบทวนวงเงินกับสถาบันการเงิน เพื่อกลับมาใช้วงเงินตามปกติ ซึ่งได้วางแผนชำระหนี้ตามตั๋ว B/E ต่อไป
  จากนั้นได้แจ้งเพิ่มเติมว่า บริษัทยังมีตั๋ว B/E วงเงิน 50 ล้านบาท ที่จะครบกำหนดชำระในวันที่ 8 มิ.ย.60 ซึ่งบริษัทยังไม่สามารถชำระคืนได้เช่นกัน
  สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาอยู่ระหว่างเจรจากับสถาบันการเงิน คาดจะได้ข้อสรุปในเดือน ส.ค.นี้ โดยช่วงเวลาที่บริษัทผิดนัดชำระหนี้ บริษัทยังมีภาระต้องชำระดอกเบี้ยผิดนัดจากตั๋ว B/E ฉบับนี้ 7.5% และการผิดนัดชำระหนี้ครั้งนี้ ยังไม่มีผลให้เจ้าหนี้รายอื่น เรียกชำระหนี้ในทันที (Call Default)
 EARTH ระบุในเอกสารที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า มีหนี้ตั๋ว B/E ที่จะครบกำหนดชำระในเดือน มิ.ย. - ก.ค. 60 วงเงินรวมมากถึง 520 ล้านบาท โดยจะครบกำหนดชำระอีกครั้งในวันที่ 15 มิ.ย. นี้ วงเงิน 70 ล้านบาท
  ส่งผลให้ ทริสเรทติ้ง ประกาศลดอันดับเครดิต EARTH เป็น D หรือสถานะผิดนัดชำระหนี้ทันที จากที่เพิ่งเคยให้อันดับเครดิต BBB- ไปเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. และจะประเมินเครดิตอีกครั้งหลังจากบริษัทฯ สามารถจ่ายคืนเงินกู้ได้ทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ราว 7.5 พันล้านบาท
  หากดูความเคลื่อนไหวหุ้น EARTH นับว่าผันผวนมากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยร่วงลงจากระดับราว 4.60 บาท มาแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.45 บาท ในเช้าวันนี้ หรือลดลงกว่า 68% ซึ่งราคาหุ้นที่ทรุดลงไม่ใช่เรื่องอังเอิญ เพราะล้วนมีเหตุผลมาจากฐานะ และผลการดำเนินงานของบริษัทฯ 
 ตรวจสอบข้อมูล พบว่า EARTH มีหนี้หุ้นกู้และตั๋ว B/E เพิ่มขึ้นผิดปกติตั้งแต่ปี 59 โดยมีหนี้สินระยะยาวที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี สูงถึง 1.8 พันล้านบาท จากปี 58 มีอยู่เพียง 322 ล้านบาท และปี 57 มีอยู่ในะดับ 188 ล้านบาท โดยในงวดไตรมาส 1/60 EARTH ยังมีหนี้สินระยะยาวที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปีที่ 1.79 พันล้านบาท ขณะที่มีเงินสดในมือราว 1.2 พันล้านบาทเท่านั้น และอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E) สูงถึง 2.34 เท่า
  หากเทียบกับบริษัทที่มีหนี้จำนวนมากเช่น CPALL BJC หรือหุ้นในธุรกิจเดียวกันอย่าง AGE พบว่าต่างก็มีเงินสดในมือ มากกว่าหนี้ที่ครบกำหนดชำระใน 1 ปีทั้งสิ้น ในขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทเหล่านี้ยังมีกำไรจึงมีกระแสเงินสดเพียงพอชำระหนี้
  CPALL มีหนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 14,466 ล้านบาท เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 23,299.10 ล้านบาท มีกำไรไตรมาส 1/60 ที่ 4,764 ล้านบาท 
  BJC มีหนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 3,947 ล้านบาท มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 2,155 ล้านบาท มีกำไรไตรมาสแรก 1/60 ที่ 964.77 ล้านบาท 
  AGE มีหนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 75.11 ล้านบาท มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 159.97 ล้านบาท มีกำไรไตรมาส 1/60 ที่ 10.88 ล้านบาท 
  ขณะที่ EARTH งบล่าสุดงวด Q1/60 พลิกเป็นขาดทุนสุทธิ 68 ล้านบาท เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบ 2,635 ล้านบาท และผู้บริหารเคยระบุชัดว่าจะกำไรก็ต่อเมื่อเงินบาทอ่อนแตะ 35.80 บาทเท่านั้น ซึ่งดูจะเป็นไปได้ยาก จากแนวโน้มเงินบาทที่ยังแข็งค่าต่อเนื่อง ล่าสุดสัปดาห์นี้ทำสถิติแข็งค่าในรอบเกือบ 2 ปีที่ 33.99 บาท/ดอลลาร์ 
  ด้านข้อมูลจากรายงานการถือครองหลักทรัพย์ของผู้บริหาร (59-2) พบว่าทั้ง กลุ่มคำดีและกลุ่มพิหเคนทร์ ขายหุ้นอย่างหนักตั้งแต่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมารวม 587.98 ล้านหุ้น ทั้งในส่วนที่ผู้บริหารระบุว่าถูกฟอร์ซเซล และการขายหุ้นออกหลังจากนั้น รวมถึงยังพบว่ามีการโอนหุ้นออกเพื่อชำระคืนหนี้อีกด้วย

  เท่ากับว่าหาก EARTH ยังไม่มีกำไร สภาพคล่องของบริษัทฯ ก็จะยังมีปัญหาต่อไป ในขณะที่การถูกลดอันดับเครดิต ย่อมทำให้การกู้เงินใหม่ทำได้ยาก ตั๋ว B/E ล็อตต่อไป 70 ล้านบาท ที่จะครบกำหนดชำระในวันที่ 15 มิ.ย. นี้ ยังต้องจับตาว่าจะสามารถชำระได้หรือไม่ โจทย์ใหญ่ของผู้บริหารในขณะนี้ จึงเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา นอกจากนี้ยังต้องลบข้อครหาว่าเป็นผู้ล่วงรู้ข้อมูลภายในและนำมาใช้ประโยชน์ เพราะในช่วงที่หุ้นถูกฟอร์ซเซล คือช่วงก่อนประกาศงบไตรมาส 1/60 และยังพบการเทขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะประกาศผิดนัดชำระหนี้อีกด้วย

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด