หุ้นฮ็อต

| 8 มิถุนายน 2560 | 09:29

MAJOR จ่อนิวโลว์รอบ 3 เดือน สวนกระแสหนังฟอร์มยักษ์แห่เข้าฉาย

  MAJOR ร่วง 10% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา จ่อทำจุดต่ำสุดใหม่รอบ 3 เดือน หากราคาลงไปต่ำกว่า 32.50 บาท สวนกระแสนักวิเคราะห์ที่คาดกำไรไตรมาส 2/60 โตต่อเนื่อง จากแรงหนุนของภาพยนตร์ดังหลายเรื่องที่แห่เข้าฉาย

  ราคาหุ้น บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR ร่วงลงต่อเนื่องราว 10% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แม้บริษัทรายงานกำไรไตรมาส 1/60 ที่ 262 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นถึง 208% จากไตรมาสก่อน ล่าสุดราคาหุ้นปิดที่ 32.75 บาท และมีโอกาสที่จะลดลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบกว่า 3 เดือน หากราคาลงไปต่ำกว่า 32.5 บาท ซึ่งเป็นจุดต่ำตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา
  MAJOR ประกอบกธุรกิจโรงภาพยนตร์ ธุรกิจโบว์ลิ่งและคาราโอเกะ ธุรกิจลานสเก็ตน้ำแข็ง ธุรกิจพื้นที่เช่าและศูนย์การค้า ธุรกิจการสร้างและการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ และธุรกิจบริการสื่อโฆษณา ปัจจุบันบริษัทมีสาขาทั้งสิ้น 116 สาขา 689 โรง 159,941 ที่นั่ง ประกอบด้วย สาขาในกรุงเทพฯ 40 สาขา 348 โรง 77,943 ที่นั่ง สาขาต่างจังหวัด 40 จังหวัด 73 สาขา 325 โรง 78,185 ที่นั่ง สาขาต่างประเทศ 3 สาขา 16 โรง 3,813 ที่นั่ง กัมพูชา 7 โรง และ ลาว 2 สาขา เวียงจันทร์ 5 โรง, ปากเซ 4 โรง
  ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา MAJOR ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่รับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจได้ดีในระดับหนึ่ง โดยบริษัทสามารถรักษาการเติบโตของกำไรไว้ได้ทุกปี แม้จะเป็นการเติบโตที่ไม่สูงนัก เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4% โดยปี 59 มีกำไรสุทธิ 1,188.22 ล้านบาท ขณะที่ปี 56 อยู่ที่ 1,051.63 ล้านบาท สำหรับปี 60 นี้ นักวิเคราะห์ส่วนมากก็เชื่อว่ากำไรของ MAJOR จะยังเติบโตต่อไปได้
  บล.บัวหลวง ระบุว่า เราปรับเพิ่มประมาณการรายได้ MAJOR ขึ้น 4% มาอยู่ที่ 9.9 พันล้านบาท สำหรับปี 60 เพื่อรับกับยอดขายตั๋วหนังไตรมาส 1/60 ที่สูงขึ้นกว่าคาดและความคาดหวังของยอดขายตั๋วหนังฟอร์มยักษ์ในไตรมาส 2/60 ที่คาดจะออกมาน่าประทับใจ นอกจากนี้ ยังปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลักปี 60 ขึ้น 6% มาอยู่ที่ 1.29 พันล้านบาท และปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 60 จาก 35 บาท เป็น 37 บาท
  สำหรับแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/60 น่าจะดีที่สุดในรอบปี ซึ่งได้แรงหนุนจากยอดขายตั๋วหนังที่แข็งแกร่งทั้งหนังไทยและหนังฮอลลีวู้ดฟอร์มยักษ์ โดยประมาณการกำไรหลักในเบื้องต้นอยู่ที่ 504 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน และ 196% จากไตรมาสก่อน นอกจากนี้ MAJOR จะเปิดให้บริการอีก 12 โรงภาพยนตร์ ในไตรมาส 2/60 ได้แก่ โลตัส นครปฐม จำนวน 2 โรง โลตัส สุโขทัย 1 โรง โรบินสัน เพชรบุรี 5 โรง และ บิ๊กซี โคราช 2 จำนวน 4 โรง ซึ่งจะเป็นตัวช่วยหนุนรายได้
  ด้าน บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้น MAJOR ปรับตัวลดลงมาแล้ว 4.3% สวนทางกับทิศทางกำไรไตรมาส 2/60 ที่น่าจะสดใส จากหนังฟอร์มยักษ์มากมาย โดยฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรไตรมาส 2/60 จะเติบโตเด่นต่อเนื่องจากไตรมาสแรก โดยหนังที่เข้าต้นไตรมาสอย่าง Fast and Furious 8 สร้างรายได้ให้กับ MAJOR แล้วถึง 430 ล้านบาท และยังมีหนังที่ทำรายได้สูงเกิน 100 ล้านบาท เช่น Guardian of the galaxy 2, ฉลาดเกมส์โกง และ Pirates of the caribbean 5
  นอกจากนี้ยังมีหนังฟอร์มยักษ์ที่จะเข้าฉายอีกหลายเรื่อง เช่น Wonder Woman, The Mummy, Transformers 5 ซึ่งจะเข้าฉายในเดือน มิ.ย. 60 ส่วนรายได้จากค่าโฆษณาคาดว่าจะได้ปัจจัยหนุนตามภาวะอุตสาหกรรม ซึ่ง Nielsen รายงานเม็ดเงินในสื่อโรงภาพยนตร์เดือน เม.ย. 60 เพิ่มขึ้นถึง 11% จากปีก่อน ประกอบกับ MAJOR ขายโฆษณาได้ง่ายขึ้นตามรายชื่อหนังที่น่าสนใจ ด้วยราคาที่ปรับฐานลงมา จึงเป็นโอกาสซื้อเก็งกำไรรับปัจจัยบวกตามฤดูกาล โดยฝ่ายวิจัยฯให้ราคาเหมาะสมที่ 38 บาท มี Upside อีก 14% 
  ขณะที่ บล.เคจีไอ ระบุว่า ถึงแม้กำไรในไตรมาส 1/60 จะคิดเป็นสัดส่วนแค่ 20% ของประมาณการทั้งปี แต่เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 60-61 ไว้ที่ 1.31 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% และ 1.49 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% ตามลำดับ เนื่องจากคาดว่ากำไรจะพุ่งแรงในไตรมาส 2/60 และกำไรในครึ่งปีหลังที่น่าจะฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังปีก่อนซึ่งถูกกดดันจากช่วงไว้อาลัย ยังคงแนะนำให้ ถือ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 37 บาท
  โดยภาพรวมแล้วจะเห็นว่า แนวโน้มกำไรของ MAJOR ในปีนี้ อิงจากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ 8-10% มากกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 3 ปีมานี้ 
  แต่ในมุมของการลงทุนแล้ว ตั้งแต่กลางปี 58 ซึ่งหุ้น MAJOR ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 37 บาท (ยกเว้นราคาเมื่อ 29 ธ.ค. 58 ซึ่งหุ้นวิ่งขึ้นไปแตะ 44 บาท อย่างผิดปกติ ก่อนจะลดลงมาปิดใกล้เคียงเดิมที่ 34.50 บาท) ราคาหุ้น MAJOR ยังไม่สามารถฝ่าแนวต้านนี้ขึ้นไปได้เลย ซึ่งก็น่าจะเป็นผลจากกำไรที่เติบโตแค่เพียงเล็กน้อย ขณะที่เงินปันผลก็คงตัวในระดับ 3-4%

 แม้ MAJOR จะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานค่อนข้างแข็งแกร่ง และไม่ผันผวนมากนัก แต่จุดหนึ่งที่ขาดไปคือเรื่องของการเติบโต ทำให้นักลงทุนอาจจะยังไม่เชื่อมั่นนัก อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นที่ร่วงลงมาต่อเนื่องจะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหรือไม่นั้น กำไรในไตรมาส 2/60 อาจจะเป็นคำตอบที่หลายคนรออยู่ก็เป็นได้

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด