หุ้นฮ็อต

| 1 มิถุนายน 2560 | 13:57

ไขปริศนาบิ๊กล็อต GUNKUL ญาติผู้บริหารโยนให้สถาบัน งานนี้วิกฤตหรือโอกาส

         ไขปริศนาบิ๊กล็อต GUNKUL ผู้ถือหุ้น 3 ราย โยนหุ้นกว่า 12% ให้สถาบัน 2 แห่ง ราคาต่ำกว่ากระดาน ส่งผลหุ้นถูกเทขายหนักตั้งแต่เปิดการซื้อขาย จับตางานนี้เป็นวิกฤตหรือโอกาสสำหรับรายย่อย

  หุ้น บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) ถูกเทขายอย่างหนักตั้งแต่เปิดตลาดฯ พร้อมปริมาณหุ้นที่หนาแน่นเกินปกติ โดยราคาเปิดที่ 4.24 บาท จากนั้นราคาร่วงลงแตะ 4.10 บาท ต่ำสุดรอบ 2 เดือนครึ่ง ก่อนปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ 4.22 บาท ลดลง 0.30 บาท หรือ 6.64% มูลค่าการซื้อขาย 1.87 พันล้านบาท เป็นอันดับ 1 ในการซื้อขายช่วงเช้า และมีปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นถึง 2,700% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า
  GUNKUL เดิมทำธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับระบบไฟฟ้า ก่อนที่ปี 53 จะขยายเข้าสู่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน (EPC) และธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศ และนับจากปีนี้ไป รายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าฯ จะกลายมาเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท และน่าจะมีสัดส่วนเกินครึ่งของรายได้รวมในอนาคต สอดคล้องแผนธุรกิจภายในปี 64 ที่ตั้งเป้าหมายมีโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศ กำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 1,000 เมกะวัตต์
 สัญญาณเทขายหุ้น GUNKUL ในวันนี้ เป็นผลโดยตรงหลังจากพบการซื้อขายรายการใหญ่ (บิ๊กล็อต) จำนวนรวม 945.07 ล้านหุ้น คิดเป็น 12.81% ของหุ้นทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 4.10 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาปิดวานนี้ที่ 4.52 บาท โดยมีมูลค่าการขายในครั้งนี้สูงถึง 3,874.90 ล้านบาท 
  ล่าสุด GUNKUL ชี้แจงถึงบิ๊กล็อตดังกล่าว เป็นของผู้ถือหุ้น 3 ราย ประกอบด้วย 
  1.นายประคิน ศรีเจริญ ผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ขายออก 625 ล้านหุ้น (8.43%) คงเหลือถือ 0.94%
  2.นายคณพัฒน์ จิรเกษมพงศ์ ผู้ถือหุ้นอันดับ 4 ขายออก 257 ล้านหุ้น (3.47%) คงเหลือถือ 0% 
  3.นางสาวนันท์ปภัสร์ ปิยพุฒินันท์ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 7 ขายออก 196 ล้านหุ้น (2.65%) คงเหลือถือ 0.80% 
 นางสาวโศภาชา ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริหาร GUNKUL ยืนยัน การขายบิ๊กล็อตครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหารจัดการและนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เนื่องจากผู้ที่ขายทั้ง 3 ราย ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ และมิได้เป็นผู้บริหารของบริษัทฯ
  ตรวจสอบพบว่า นายประคิน ศรีเจริญ เคยถูกระบุว่าเป็นเครือญาติของผู้บริหาร GUNKUL โดยได้ซื้อหุ้นจาก "กันกุล กรุ๊พ" ในสัดส่วน 7.58% เมื่อปี 2558 
  GUNKUL เคยแจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2558 "กันกุล กรุ๊พ"ได้ขายหุ้น 7.58% ให้แก่นายประคิน ศรีเจริญ ซึ่งเป็นเครือญาติของผู้บริหารของบริษัทฯ โดยมีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมลงทุนเท่านั้น ไม่ได้มุ่งหมายที่จะเข้าบริหารงานของบริษัทฯ แต่อย่างใด
  ด้าน "ประคิน ศรีเจริญ" กล่าวกับ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ว่า กลุ่มผู้ถือหุ้น 3 ราย จะตัดสินใจขายบิ๊กล็อตหุ้น GUNKUL ให้กับนักลงทุนสถาบัน 2 แห่ง ผ่านโบรกเกอร์ซึ่งเป็นตัวกลาง หลังถือหุ้นมาเป็นเวลากว่า 2 ปี โดยสาเหตุที่ขายหุ้น เนื่องจากต้องการสำรองเงินไว้ใช้ในธุรกิจส่วนตัว และอีกส่วนหนึ่งจะแบ่งปันให้ลูกหลาน 
  สิ่งที่ต้องคิดต่อคือ การโยนบิ๊กล็อต GUNKUL ครั้งนี้ จะกระทบกับพื้นฐานหรือไม่ อย่างไร เพราะหากดูจากความเห็นของนักวิเคราะห์ คาดการณ์กำไรสุทธิจะโตเฉลี่ยช่วง 3 ปีข้างหน้าถึง 41% พร้อมให้ราคาเหมาะสมราว 5.50-5.80 บาท และถูกยกเป็น Top pick หลังปรับโครงสร้างธุรกิจมาสู่การเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าแทนการรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นในปีนี้
  บล.ฟิลลิป กล่าวว่า การปรับโครงสร้างธุรกิจของ GUNKUL เริ่มเห็นผลในปีนี้แล้ว สะท้อนจากรายได้ขายไฟงวดQ1/60 ที่เติบโตถึง 98% YoY และ 85% QoQ จากโครงการโรงไฟฟ้าที่เริ่มขายไฟปลายปี59 ส่งผลให้สัดส่วนรายได้ธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 44% ของรายได้รวม ชดเชยรายได้จาก EPC ที่ลดลงทั้งเทียบ YoY และ QoQ
  โดยแนวโน้มจากนี้รายได้จากการขายไฟจะโตต่อเนื่องตามการทยอยขายไฟ ซึ่งปลายปีนี้จะมีรายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานลมอีก 60MW เข้ามาหนุน ซึ่งจะทำให้กำไรปี60 โตได้ถึง 106% YoY และขยายตัวรุนแรงในปี61   
  คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 5.50 บาท คาดจะเห็นการเติบโตของกำไรสุทธิเฉลี่ยสะสม (CAGR) ช่วง 3 ปีข้างหน้า 41% ที่มาพร้อมกับความสม่ำเสมอตามลักษณะของธุรกิจโรงไฟฟ้าเข้ามาแทนธุรกิจ EPC เดิม
  เช่นเดียวกับ บล.ซีไอเอ็มบี ที่มองว่า แม้กําไรสุทธิ Q1/60 ตํ่ากว่าที่คาด 13% และตํ่ากว่าตลาดคาด 10% เนื่องจากกําไรจากธุรกิจ EPC และธุรกิจเทรดดิ้งลดลง แต่ GUNKUL กําลังเปลี่ยนแปลงจากธุรกิจเดิมเป็นธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ดังนั้น กําไรที่แข็งแกร่งจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนจะเป้นปัจจัยขับเคลื่อนหลักในอนาคต แนะซื้อ เป้าหมาย 5.80 บาท 
 ขณะที่ทริส เรทติ้ง คาดว่ารายได้ของ GUNKUL จะเพิ่มขึ้นเป็น 5,000-6,000 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีข้างหน้า จากแรงหนุนของธุรกิจผลิตไฟฟ้า จากช่วง 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ในช่วง 2,000-4,500 ล้านบาท พร้อมคาดการณ์ EBITDA จะเพิ่มเป็นประมาณ 3,000 ล้านบาท ภายในปี62 จากสิ้นปี59 ที่ 1,255 ล้านบาท 
  ส่วนการก่อหนี้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าในช่วงการลงทุนขนาดใหญ่ คาดอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทจะเพิ่มขึ้นจาก 57.9% ในปี 2559 เป็นประมาณ 70% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

 การปรับลดลงของ GUNKUL ในรอบนี้ จึงอาจเป็นได้ทั้งวิกฤต และ โอกาส สำหรับนักลงทุน แต่อาจต้องรอให้แรงขายสะเด็ดน้ำก่อน เพราะการที่กลุ่มญาติของผู้บริหาร ขายหุ้นในราคาต่ำกว่ากระดานเกือบ 10% ก็เป็นสิ่งน่าคิดว่าแท้จริงแล้วมูลค่าของหุ้นตัวนี้ อยู่ที่เท่าไหร่กันแน่

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด