หุ้นฮ็อต

| 18 พฤษภาคม 2560 | 09:24

PTG มาร์เก็ตแคปวูบ 2.4 หมื่นลบ. ใน 5 เดือน จับตาหลุด SET50

  PTG โงหัวไม่ขึ้น หลังงบไตรมาสแรก ตอกย้ำตลาดคาดหวังผิดทาง แม้รายได้โตกว่า 53% แต่บรรทัดสุดท้ายกำไรกลับลดลง 39% จากค่าการตลาดที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ฟากราคาหุ้นทำนิวโลว์มาตลอด 5 เดือน กดมาร์เก็ตแคปวูบกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท รั้งอันดับสุดท้ายใน SET50 จับตาถูกตัดออกในรอบวันที่ 1 มิ.ย. นี้

  ราคาหุ้น บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี หรือ PTG ปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ทำนิวโลว์ในรอบกว่า 1 ปี ที่ 17.70 บาท หากเทียบกับราคา All time high ที่เคยทำไว้ 33.75 บาท เมื่อเดือน ธ.ค. 59 ถือว่าราคาปรับลดลงราว 48% ในเวลา 5 เดือน และทำให้มาร์เก็ตแคปลดลงจาก 5.6 หมื่นล้านบาท เหลือเพียง 3.2 หมื่นล้านบาท หรือลดลงราว 2.4 หมื่นล้านบาท
  PTG ทำธุรกิจหลัก คือ ค้าปลีกและค้าส่งน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้สถานีบริการน้ำมันแบรนด์ PT ธุรกิจขนส่งน้ำมัน และธุรกิจ non-oil ได้แก่ ร้าน "กาแฟพันธุ์ไทย" รวมถึงร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ PT Mart และ Max Mart แต่ปัจจุบันมีรายได้หลักมาจากการค้าปลีกและค้าส่งน้ำมันกว่า 98%
  ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของ PTG กำไรสุทธิทำนิวไฮต่อเนื่องในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จาก 312 ล้านบาท ในปี 56 เป็น 494 ล้านบาท ในปี 57 (+58%) , 650 ล้านบาท ในปี 58 (+31%) และขึ้นมาทะลุ 1 พันล้านบาท (+64%) ในปี 59
  กำไรสุทธิของ PTG นับว่าพุ่งขึ้นถึง 220% ภายใน 4 ปี ขณะที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 5 บาท ขึ้นไปแตะ all time high ที่ 33.75 บาท เมื่อเดือน ธ.ค.ปีก่อน หรือพุ่งขึ้นกว่า 575% ส่งผลให้ค่า P/E พุ่งจากระดับ 16 เท่าในปี 56 ซึ่งเป็นปีแรกที่เข้าเทรด ขึ้นมา 25 เท่า 40 เท่า และ 50 เท่าในปี 59 ตามลำดับ
  สัญญาณหุ้น PTG ที่ร่วงลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 60 สอดรับกับผลการดำเนินงาน Q1/60 ที่อ่อนตัวลงชัดเจน แม้รายได้จะเพิ่มขึ้นกว่า 50% แต่กำไรสุทธิกลับลดลงถึง 39% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากค่าการตลาดที่ลดลง ส่งผลให้นักวิเคราะห์ตบเท้าปรับลดประมาณการ
  ล่าสุด PTG ประกาศงบไตรมาส 1/60 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 181 ล้านบาท ลดลง 41% จากไตรมาส 4/59 และลดลง 39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการทั้งหมด 20,896 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน มาจากราคาขายปลีกน้ำมันที่เพิ่มมากขึ้น 25% และปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน
  ขณะที่ต้นทุนจากการขายและบริการทั้งหมด 19,508 ล้านบาท เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น 58% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปรับราคาขายหน้าสถานีบริการของอุตสาหกรรมค้าปลีกน้ำมันไม่สอดคล้องกับต้นทุนของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลให้ค่าการตลาดต่ำกว่าไตรมาสที่แล้ว และต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
  บล.ธนชาต ระบุว่า ส่วนต่างกำไรทางการตลาดของ PTG ลดลงเหลือ 1.69 บาทต่อลิตร จากเดิม 1.89 บาทต่อลิตร ซึ่งลดลงมากกว่าค่าเฉลี่ยรวมของอุตสาหกรรม ซึ่งเรามองว่าเกิดจากการที่ PTG มีสัดส่วนการขายน้ำมันดีเซลมากกว่ากลุ่ม ซึ่งดีเซลมีส่วนต่างกำไรลดลงมากกว่าเมื่อเทียบกับแก๊สโซลีน ส่วนค่าใช้จ่ายการขายและการบริหารเพิ่มขึ้น 28% y-y ซึ่งเป็นผลจากการขยายจำนวนสถานีบริการ
  ด้านจำนวนสถานีบริการอยู่ที่ 1,436 สถานี ณ สิ้นไตรมาส 1Q17 จากเดิมมี 1,200 สถานีใน 1Q16 และ 1,407 ณ สิ้นปี 2016 โดยทางบริษัทยังคงตั้งเป้าจะเพิ่มจำนวนสถานีบริการขึ้นเป็น 1,800 ภายในปี 2017F
  สถานะทางการเงินยังค่อนข้างดี โดยสัดส่วน D/E อยู่ที่ 0.79 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 1Q17 จากเดิม 0.73 เท่า ณ สิ้นปีบัญชี 2016
  เราเชื่อว่ายังคงมีความเสี่ยงทางลบ (downside risk) ต่อประมาณการกำไรของเรา และคงคำแนะนำ "ขาย"
  สอดคล้องกับ บล.ทิสโก้ ระบุค่าการตลาดต่ำลง กระทบต่อต้นทุนขายของบริษัท อัตรากำไรขั้นต้นของ PTG อยู่ที่ 6.6% ลดลงจาก 7.7% QoQ และ 9.3% YoY จากต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลก โดยค่าการตลาดเฉลี่ยใน 1Q17 ลดลงมาอยู่ที่ 1.77 บาทต่อลิตร จาก 1.80 บาทต่อลิตรใน 1Q16
  ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารต่อยอดขายลดลงมาอยู่ที่ 5.7% : ลดลงจาก 6.2% QoQ และ 6.8% YoY แต่ในจำนวนเงินเพิ่มขึ้นเนื่องจากบริษัทต้องมีการเตรียมพนักงานไว้รองรับการขยายสาขาทั้ง Oil และ Non-Oil และค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายสาขาเข้าในกรุงเทพและปริมณฑล
  ทั้งนี้ ผลประกอบการ 1Q17 คิดเป็นเพียง 13% ของประมาณการทั้งปีของเรา ซึ่งหลักๆ เป็นผลจากค่าการตลาดที่ต่ำและต้นทุนน้ำมันที่สูงกว่าคาด อย่างไรก็ตาม เราจะอัพเดตข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้งหลังจากที่ได้ประชุมกับผู้บริหาร
 บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุ รายงานกำไรสุทธิ 1Q17 ต่ำกว่าที่คาดมากจากค่าการตลาดที่อ่อนตัวกว่าอุตสาหกรรม กดอัตรากำไรขั้นต้นต่ำสุดในรอบ 6 ไตรมาส
  ถึงแม้เราจะมองแนวโน้มอุตสาหกรรมสถานีบริการน้ำมันดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี แต่ด้วยค่าการตลาดที่ต่ำใน 1H17 และข้อจำกัดด้านการปรับราคาน้ำมันในอนาคต เราจึงปรับประมาณการกำไรของปีนี้และปีหน้าลง 24% และ 12% อยู่ที่ระดับ 834 ล้านบาท (-24.3% YoY) และ 1,158 ล้านบาท (+38.9% YoY) ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับสมมติฐานค่าการตลาดจาก 1.85 บาท/ลิตร เป็น 1.75 บาท/ลิตร (จากการคาด 1H17 อยู่ที่ 1.70 บาท/ลิตรและ 2H17 อยู่ที่ 1.80 บาทต่อลิตร) และ 1.80 บาท/ลิตรในปีนี้และปีหน้าตามลำดับโดยทุกๆการเปลี่ยนแปลงของค่าการตลาด 0.05 บาท/ลิตรจะส่งผลต่อกำไรราว 140 ล้านบาท
  ปรับประมาณการกำไรปีนี้และปีหน้าลงตามสมมติฐานค่าการตลาดที่ลดลง โดยปรับราคาเหมาะสมลงเป็น 28 บาท ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
 ค่าการตลาดน้ำมัน ที่ถือเป็นจุดอ่อนของ PTG ทำให้แผนการดำเนินงานของบริษัทพยายามลดสัดส่วนรายได้จากการขายปลีกน้ำมันลง ด้วยการขยายไปสู่ธุรกิน non-oil มากขึ้น แต่ก็ยังมีแผนขยายสถานีบริการน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายใหญ่คือเป็นอันดับ 1 แซง ปตท.
  นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTG ระบุว่า มีแผนปรับลดรายได้จากธุรกิจน้ำมันลงเหลือ 85% ในปี 64
  ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนเปิดสถานีบริการน้ำมัน ให้ครบ 1,800 แห่ง ภายในสิ้นปีนี้ จากสิ้นปี 59 อยู่ที่ 1,407 แห่ง ทำให้บริษัทมีสถานีบริการน้ำมันสูงสุดอันดับ 1 โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนราว 4.5 พันล้านบาท แซง ปตท.ที่ปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันมากที่สุดในประเทศไทยที่ราว 1,600 แห่ง
  นอกจากนั้นในปี 2560 บริษัทฯตั้งเป้ารายได้จะเพิ่มสูงขึ้นแตะที่ระดับ 100,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์
  อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตา คือ มาร์เก็ตแคปที่ลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ล่าสุด PTG มีมาร์เก็ตแคปเป็นอันดับสุดท้ายใน SET50 ที่ราว 3.2 หมื่นล้านบาท และมีโอกาสที่จะถูกนำออกจากการคำนวณรอบใหม่ที่จะมีผลในวันที่ 1 มิ.ย. นี้ เท่ากับว่า PTG ได้อยู่ SET50 เพียงรอบเดียว หรือ 6 เดือนเท่านั้น
  ด้านความเคลื่อนไหวของผู้บริหาร PTG พบว่ามีการเข้าเก็บหุ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะเมื่อราคาหลุด 20 บาท "พิทักษ์ รัชกิจประการ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ รายงานในแบบ 59-2 ว่าเข้าซื้อหุ้นไปแล้วราว 1.2 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 18-19 บาท
  
  PTG นับเป็นหุ้นอีกหนึ่งตัว ที่ซื้อขายบนความคาดหวังที่สูงมากมาโดยตลอด แต่เมื่อผลงานที่ออกมาไม่เป็นตามคาด ราคาหุ้นจึงตอบรับความผิดหวังอย่างรวดเร็ว แม้ว่ารายได้ในระดับ 1 แสนล้านบาทที่ผู้บริหารหวังไว้จะมีความเป็นไปได้ แต่ก็คงไม่มีประโยชน์หากบรรทัดสุดท้ายเหลือกำไรไม่มาก ยิ่งหุ้นกำลังจะถูกถอดออกจาก SET50 ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยิ่งลดลง ถือเป็นความท้าทายของผู้บริหาร ว่าจะเรียกศรัทธาและความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้อย่างไร

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด