หุ้นฮ็อต

| 17 พฤษภาคม 2560 | 14:04

MALEE แตกพาร์ดึงรายย่อย แต่กำไรชะลอตัว

       MALEE เทรดคึกคักหลังแตกพาร์เหลือ 0.50 บาท ดึงรายย่อยร่วมวง แต่พื้นฐานไม่เปลี่ยน โบรกฯ คาดกำไร 3 ปีข้างหน้าโตชะลอเหลือ 19% จาก 60% ในปี 59 เคาะเป้าสูงสุด 75 บาท ต่ำสุด 43.5 บาท จับตาปีนี้รักษาอันดับหุ้นให้ผลตอบแทนสูงได้อีกหรือไม่

  หุ้น บมจ.มาลีกรุ๊ป หรือ MALEE ราคาปรับเพิ่มขึ้น และมีการซื้อขายคึกคัก หลังแตกพาร์จาก 1 บาท เหลือ 0.50 บาท โดยเปิดที่ 53.50 บาท ก่อนเพิ่มขึ้นแตะ 54.75 บาท และจะปิดภาคเช้าที่ 54.25 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท หรือ 1.88% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นเกือบ 200% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า
  MALEE ผู้ผลิตและจำหน่ายผลไม้กระป๋องและเครื่องดื่มน้ำผักและผลไม้ ทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้เครื่องหมายการค้าตรา "มาลี" ปัจจุบัน มีผู้ถือหุ้นรายย่อยประมาณ 3,000 ราย 
 MALEE เป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 300% ในปี 59 ที่ผ่านมา สอดคล้องกับผลการดำเนินงาน ที่กำไรสุทธิโตก้าวกระโดดแตะ 530 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 60% จากกำไรสุทธิ 330 ล้านบาทในปี 58 ผลจากคุมค่าใช้จ่ายและการเงินได้ดี 
  ส่วนปี 60 นี้ MALEE ตั้งเป้าหมายยอดขายปีนี้เติบโต 10-15% จากปี59 ที่ทำได้ 6,541 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดขายที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับแต่ก่อตั้ง ทั้งการเติบโตของยอดขายในประเทศและต่างประเทศ 
  ล่าสุด MALEE ประกาศผลการดำเนินงาน Q1/60 มีกำไรสุทธิราว 118 ล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวของปีก่อน แต่ในแง่ของราคาหุ้นกลับคึกคักมากขึ้น หลังแตกพาร์จาก 1 บาท เหลือ 0.50 บาท มีผลเมื่อวานนี้ (16 พ.ค.)
  ผลจากการแตกพาร์ ส่งผลให้มีหุ้นทั้งหมดเพิ่มเป็น 280 ล้านหุ้นจากเดิม 140 ล้านหุ้น หรือจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว และราคาหุ้นลดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้ MALEE มีสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้น
  สำรวจความเห็นโบรกเกอร์ มองการแตกพาร์ ไม่มีผลต่อพื้นฐาน โดยส่วนใหญ่คาดว่ากำไรของ MALE จะเติบโตตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป เนื่องจากเข้าสู่ High season แต่การเติบโตของกำไรในระดับ 60% เหมือนปี 59 คงเป็นไปได้ยาก จากฐานที่สูงขึ้น โดยในช่วงปีนี้ถึงปี 62 คาดว่ากำไรจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 19%
  บล. ทิสโก้ คาดว่า กำไร MALEE จะดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป เนื่องจากเข้าสู่ไฮซีซั่น โดยไตรมาส 2-3 เป็นฤดูกาลส่งออก ส่วนไตรมาส 4 เป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมกับคาดว่ากำไรปีนี้ถึงปี62 จะโตเฉลี่ยปีละ 19% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการรุกตลาด CLMV ของแบรนด์ "มาลี" เอง ส่วนลูกค้ารับจ้างผลิต CMG คาดเติบโตเช่นกัน แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 67.50 บาท อิง P/E 30 เท่า 
  ด้าน บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส มองว่าแนวโน้มธุรกิจมีความแข็งแกร่งต่อเนื่อง บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ปี 61 ไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิที่ 10% ขณะที่เราประมาณการรายได้ปีนี้ให้ต่ำกว่าไว้ก่อนเป็น 7.6 พันล้านบาทไว้ก่อน คาดการณ์กำไรหลักปีนี้โต 23% และปี 61 โต 27% แรงหนุนนำมาจากอุปสงค์จากต่างประเทศที่สูง 
  ด้านจุดอ่อนคือ อุตสาหกรรมน้ำผลไม้มีอุปสรรคจากคู่แข่งรายใหม่ที่เข้ามาใหม่ต่ำ เพราะไม่ได้เป็นธุรกิจที่มีการใช้เงินลงทุนสูงมาก และคงคำแนะนำซื้อ ประเมินราคาพื้นฐาน 58.50 บาท อิง P/E ปี60 ที่ 25 เท่า 
  ขณะที่ บล.เคจีไอ ซึ่งให้เป้าหมายสูงสุดราว 75 บาท อิง P/E ที่ 30 เท่า ระบุแม้ยอดขาย Q1/60 จะลดลงเล็กน้อย แต่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของมาร์จิ้น คาดยอดขายปีนี้และปีหน้าจะโตราว 18% ต่อปี แนะนำซื้อ 
  ด้านบล.เออีซี มองต่างแนะนำ "ขาย" แม้ประเมินกำไรปีนี้เติบโตถึง 28% YoY มาอยู่ที่ 678 ล้านบาท จาก 3 ปัจจัยหนุนคือ 1.การเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจรับจ้างผลิต 2.การรุกตลาดอาเซียน และ 3.การร่วมทุนกับ MEGA (MALEE ถือหุ้น 49%) ซึ่งคาดจะเริ่มขายสินค้าครึ่งหลังปีนี้ แต่ในแง่การเติบโตระยะยาวกังวลความไม่มั่นคงของลูกค้าในกลุ่มรับจ้างผลิต ประกอบกับไม่เหลืออัพไซด์จากมูลค่าพื้นฐานปีนี้แล้วที่ 43.5 บาท (อิงวิธี DCF) จึงแนะขาย

 หลังจากแตกพาร์ น่าจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้รายย่อยสนใจหุ้น MALEE มากขึ้น เพราะซื้อง่ายขายคล่อง แต่จากแนวโน้มกำไรที่จะเติบโตชะลอลง จึงต้องจับตาว่า MALEE จะยังคงสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้ในระดับสูงเช่นเดียวกับปีก่อนหรือไม่ เพราะก่อนหน้านั้นก็มีหุ้นหลายตัวที่แตกพาร์ แต่ราคายังอยู่ในวังวนไม่ไปไหน แม้สภาพคล่องดีขึ้นก็ตาม

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด