หุ้นฮ็อต

| 12 พฤษภาคม 2560 | 09:18

TNR กลับสู่ความจริง หลังราคาวิ่งแรงเกินไป

  TNR ร่วงแรงทำนิวโลว์ตั้งแต่เข้าเทรด หลังประกาศกำไรไตรมาส 1/60 ทรุด 93% ทำตลาดผิดหวังอย่างแรง ตรวจสอบพบนักวิเคราะห์ตบเท้าแนะนำขาย หลังราคาปรับขึ้นเกินพื้นฐาน บล.กสิกรไทย ซึ่งเป็นอันเดอร์ไรท์ ให้ราคาเหมาะสมต่ำสุดแค่ 22 บาท

  บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR เจอแรงขายอย่างหนัก ในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา ล่าสุดราคาหุ้นปิดที่ 18.90 บาท ลดลง 3.30 บาท หรือ 14.86% โดยระหว่างวันราคาร่วงแตะระดับต่ำสุดที่ 18 บาท ทำนิวโลว์ ตั้งแต่เข้าซื้อขายในเดือน พ.ย. ปี 59 พร้อมกับปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นเกือบ 600% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า จากที่ซื้อขายกันวันละ 3 ล้านหุ้น ขึ้นมาเป็น 17.86 ล้านหุ้น
  TNR ประกอบธุรกิจ ดังนี้ 1) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น ภายใต้เครื่องหมายการค้า Onetouch2) ธุรกิจรับจ้างผลิตถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น (OEM) 3) ธุรกิจงานประมูล (Tender) เพิ่งเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2559 ด้วยราคา IPO ที่ 16 บาท
  หลังเข้าซื้อขายราคาหุ้ TNR อยู่ในเทรนด์ขาขึ้นต่อเนื่อง จนกระทั่งรายงานผลการดำเนินงานปี 59 ออกมามีกำไรสุทธิลดลงเหลือ 194 ล้านบาท ลดลงราว 17% จากปี 58 ที่มีกำไรสุทธิ 234 ล้านบาท ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ว่ากำไรจะเติบโตเล็กน้อย หรือทรงตัว สาเหตุเนื่องจากราคาเฉลี่ยถุงยางอนามัยจากธุรกิจการประมูลลดลง และปริมาณการขายถุงยางอนามัยของธุรกิจการประมูลลดลง เป็นผลมาจากปริมาณการขายรวมลดลงถึงแม้ธุรกิจ OEM และ Onetouch จะเพิ่้มขึ้นก็ตาม ทำให้ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม TNR จ่ายปันผลเป็นเงินสด 0.05 บาทต่อหุ้น ขึ้น XD เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ที่ผ่านมา
 หลังประกาศงบปี 59 หุ้น TNR ปรับลดลงจากระดับสูงสุดที่ 35 บาท มาทรงตัวที่ 27-28 บาท ในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. แต่ล่าสุดเหมือนฟางเส้นสุดท้ายเมื่อบริษัทฯ ประกาศงบไตรมาส 1/60 กำไรทรุดถึง 93% ส่งผลให้ราคาทำนิวไลว์ต่อเนื่อง แม้ผู้บริหารเร่งอัดข่าวบวก แต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงขายได้
  TNR แจ้งผลดำเนินงานไตรมาส 1/60 บริษัทมีกำไรสุทธิ 3.37 ล้านบาท ลดลง 93% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 49.6 ล้านบาท จากกำไรขั้นต้นที่ลดลง และขาดทุนสุทธิจากอัตราแลกเปลี่ยน
  โดยบริษัทมีรายได้รวม เท่ากับ 242.5 ล้านบาท ลดลง 48.0 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายถุงยางอนามัยเป็นรายได้หลักของบริษัทฯ โดยบริษัทมีต้นทุนสินค้าขาย 196.9 ล้านบาท จากราคาขายเฉลี่ยสินค้าลดลง โดยเฉพาะธุรกิจงานประมูลและธุรกิจรับจ้างผลิต นอกจากนี้ปริมาณการผลิตน้อยลงร้อยละ 26 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยที่บริษัทยังรักษาระดับพนักงานฝ่ายผลิต รองรับการผลิตตามแผนการขาย ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยแรงงานทางตรงสูงขึ้น
  นายอมร ดารารัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TNR ส่งเอกสารเผยแพร่ ระบุว่า จะเร่งดันผลการดำเนินงาน ไตรมาส 2-4/60 ให้โตได้ตามแผนงาน หลังผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปีนี้ชะลอตัว รุกขยายฐานลูกค้า OEM เตรียมเจรจาลูกค้าในจีนและญี่ปุ่นเพื่อร่วมมือวางแผนขยายตลาด และเร่งเพิ่มยอดขายสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง ทั้ง ‘Onetouch’ และ ‘Niptex’ คาดครึ่งปีหลังบริษัทฯ จะรับรู้รายได้จาก backlog งานประมูลผลิตถุงยางอนามัยที่ได้งานเมื่อปีที่ผ่านมาจากองค์กร NGOs ของสหรัฐฯ ช่วยหนุนผลการดำเนินงานเติบโต
  ตรวจสอบความเห็นนักวิเคราะห์ พบว่าแนะนำ "ขาย" หุ้น TNR มาแล้วก่อนหน้านี้ เนื่องจากราคาบนกระดานปรับขึ้นเกินพื้นฐานไปค่อนข้างมาก โดย บล.กสิกรไทย ซึ่งเป็นแกนนำอันเดอร์ไรท์ ในช่วงเข้าตลาดฯ ให้ราคาเหมาะสมต่ำสุดเพียง 22 บาทเท่านั้น
  บล.กสิกรไทย ระบุว่า TNR รายงานกำไรไตรมาสแรกที่ 3.4 ลบ. หดตัว 93.2% YoY และ 93.0% QoQ ต่ำกว่าประมาณการของเราที่ 25.6 ลบ. อยู่ 86.8% โดยหลักๆเกิดจาก GPM ที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 18.8% (เราประเมินที่ 26.0%) โดย GPM และยอดขายที่ลดลง เป็นปัจจัยกดดันกำไรทั้ง YoY และ QoQ
  โดยเราคงคำแนะนำ "ขาย" สำหรับ TNR ที่ราคาพื้นฐาน 22 แม้ว่าเราจะมองว่าไตรมาสที่เหลือของปีนี้ GPM จะฟื้นตัวได้จากไตรมาสแรกจากปัจจัยบวกเชิง FX, การฟื้นตัวของยอดขายที่ดีขึ้น และราคาน้ำยางที่ปรับลดลงจากไตรมาสแรกก็ตาม
  บล.บัวหลวง ระบุ ผลประกอบการ TNR ต่ำกว่าที่เราคาดที่ราว 40 ล้านบาท โดยสาเหตุที่กำไรน้อยกว่าคาดมาจาก รายได้ที่ลดลง17%YoY และ 10%QoQ เป็นเพราะกลุ่มลูกค้าหลักในธุรกิจ OEM ในหลายทวีปลดการสั่งสินค้าลง และอัตรากำไรขั้นต้นที่หดตัวลง จากผลประกอบการที่น่าผิดหวังเพราะภาพอุตสาหกรรมที่แข่งขันสูง เราคาดว่าอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งบริษัทจึงจะกลับมามีกำไรที่เติบโตสูงได้ เราปรับกำไรลง และปรับคำแนะนำลงเป็น ขาย
  บล.ซีไอเอ็มบี ระบุก่อนหน้านี้ว่า Preview การบริหารจัดการยังไม่น่าพอใจ โดยคาด TNR จะรายงานกำไรสุทธิ 1Q17 อยู่ที่ 44 ล้านบาท (+72%qoq, -9%yoy) คิดเป็น 19% ของประมาณการทั้งปีของเรา
  ปัจจัยสำคัญที่กระทบ 1Q คือ 1) ราคายางที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 2) ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ และ 3) ผลของฤดูกาลที่อ่อนตัวใน 1Q
  เราปรับประมาณการ EPS ปี 17-18F ลง 3-14% เนื่องจาก 1) ปริมาณงานประมูลที่ลดลง (tender) 2) การอ่อนตัวลงของการจ้างผลิต จากการหดตัวของตลาด
  คงคำแนะนำ ขาย ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 26 บาท อ้างอิง 26.6x PE FY18F สูงกว่าคู่แข่งอยู่ 25%

  แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการเตือนว่าราคาหุ้น TNR พุ่งแรงเกินพื้นฐาน แต่ก็ยังมีแรงดันราคาหุ้นให้ยืนในระดับสูง ด้วยความคาดหวังว่ากำไรในปีนี้จะโตก้าวกระโดด อีกทั้งยังมีการให้ข่าวเกี่ยวกับการซื้อกิจการ แต่เมื่อผลการดำเนินงานไตรมาส 1/60 ประกาศออกมา ต่ำกว่าคาดค่อนข้างมาก ฐานราคาที่สร้างไว้จึงทรุดลง เป็นการกลับเข้าสู่ความเป็นจริง และเริ่มนับ 1 ใหม่อีกครั้ง

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด