หุ้นฮ็อต

| 8 พฤษภาคม 2560 | 13:57

PTTEP 'มอนทารา' ยังไร้ข้อสรุป งานนี้ วิกฤต หรือ โอกาส!!

        PTTEP ราคาดิ่งเช้านี้ รับข่าวอินโดฯ เรียกค่าเสียหายกรณี "มอนทารา" 7 หมื่นลบ. วงการชี้เรื่องนี้อีกนานกว่าจะจบ มองกระทบจำกัดแค่ระยะสั้น แต่คำแนะนำเสียงแตก ทั้งซื้อ-ถือ-ขาย มองเลวร้ายสุดหากแพ้คดี กระทบราคาหุ้น 18 บาท 

  ราคาหุ้น บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) เจอแรงขายตั้งแต่เปิดตลาดฯ รับประเด็นข่าวลบถูกเรียกค่าเสียหายราว 7 หมื่นล้านบาท โดยราคาเปิดที่ 93.75 บาท ก่อนลดลงแตะ 93.25 บาท และปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ 94.25 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.26% มูลค่าการซื้อขาย 470 ล้านบาท 
  PTTEP เป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. (PTT ถือหุ้นใหญ่ 65.29%) ประกอบธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งในและต่างประเทศ และการลงทุนในธุรกิจต่อเนื่อง
  ผลประกอบการ PTTEP ค่อนข้างผันผวนตามทิศทางราคาน้ำมัน และอัตราแลกเปลี่ยน โดยปี 58 พลิกขาดทุน 3 หมื่นล้านบาท ผลจากราคาน้ำมันดิบทรุดหนัก ก่อนจะพลิกกลับมามีกำไรในปี 59 ที่ 1.28 หมื่นล้านบาท
  ล่าสุด PTTEP ประกาศงบ Q1/60 กำไรดีมากอยู่ที่ราว 1.2 หมื่นล้านบาท (+118.38% YoY) เกือบจะเท่ากำไรปีก่อนทั้งปี แต่ส่วนใหญ่มาจากกำไรพิเศษ จากการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน และการรับรู้กำไรจากการประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Oil Price Hedging)
  สัญญาณเทขายหุ้น PTTEP ที่เกิดขึ้นเช้านี้เป็นผลโดยตรง จากข่าวถูกรัฐบาลอินโดนีเซียยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายราว 7 หมื่นล้านบาท ในกรณีเกิดเหตุระเบิดที่แท่นขุดเจาะบริเวณแหล่งน้ำมัน "มอนทารา" ตั้งแต่ปี 52 ทำให้น้ำมันดิบไหลลงทะเล และเกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม
  จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ PTTEP AA (บ.ในเครือ PTTEP ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทาน)ต้องจ่ายค่าปรับจากความเสียหายที่เกิดขึ้นให้ทางการออสเตรเลียราว 15.3 ล้านบาท แต่สำหรับทางการอินโดนีเซียที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายในกรณีมอนทารา ยังไม่มีบทสรุป แม้เหตุการณ์จะผ่านมา 8 ปีแล้ว
  PTTEP ชี้แจงว่ายังไม่ได้รับเอกสารฟ้องร้องอย่างเป็นทางการ พร้อมยืนยันว่า จากการจ้างผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบ เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ทั้งในน่านน้ำออสเตรเลียและอินโดนีเซีย แต่อย่างใด บริษัทฯ ยินดีที่จะรับฟังหลักฐาน และพร้อมชดใช้ความเสียหายหากพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจริง 
  นักวิเคราะห์มองตรงกันว่า ประเด็นนี้ยังต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าจะสรุปคำพิพากษา อีกทั้ง PTTEP ยืนยันว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนถึงความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผลกระทบจึงน่าจะอยู่ในวงจำกัด
  บล.โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า ประเด็นข้อพิพาทระหว่าง PTTEP กับ อินโดนีเซีย อาจเป็นปัจจัยที่เข้ามากดดันเชิง sentiment เพียงเล็กน้อย เนื่องจากนักวิเคราะห์กลุ่มพลังงานประเมินความชัดเจนยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ขณะที่ตลาดเคยซึมซับประเด็นนี้ไปหลายครั้งแล้วในอดีต
  เช่นเดัยวกับ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่กล่าวว่า เบื้องต้นกรณีนี้น่าจะส่งผลกระทบอยู่ในระดับจำกัด และกระบวนการพิจารณาคดีน่าจะใช้ระยะเวลาพอสมควรจนกว่าจะได้ผลสรุปคำพิพากษา บวกกับ PTTEP ยืนยันว่ายังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนถึงความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 
  ด้านคำแนะนำในการลงทุนโบรกฯ มองต่าง มีทั้งแนะถือ,ซื้อ ,ขาย , ชะลอการลงทุน และเก็งกำไร พร้อมมองผลกระทบต่อราคาหุ้นจากประเด็นนี้ตั้งแต่ 2.20 บาท และมากสุด 18 บาท 
  บล.โกลเบล็ก แนะ ถือ ราคาเหมาะสม 97 บาท คาดว่าทางบริษัทยังไม่มีการบันทึกค่าเสียหายหรือการตั้งสำรองเผื่อค่าเสียหายจนกว่าจะมีคำสั่งจากศาลอินโดนีเซียที่ชัดเจน กรณีแย่สุดมีความเห็นว่าแหล่งผลิตผลิตนาทูน่าในอินโดนีเซียซึ่ง PTTEP ถือหุ้นอยู่ 11.5% มีมูลค่าเงินลงทุน 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์อาจต้องหยุดดำเนินงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อ PTTEP ราว 4.5-5.5 บาท/หุ้น 
  บล.เคจีไอ แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 113.00 บาท คาดว่าข่าวดังกล่าวอาจจะกดดันราคาหุ้น PTTEP ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หาก PTTEP แพ้คดีความนี้จะส่งผลกระทบในทางลบต่อราคาหุ้นประมาณ 18.00 บาท 
  บล.เอเชีย เวลท์ แนะนำ ขาย PTTEP ราคาเป้าหมาย 78.50 บาท ระบุข่าวดังกล่าวจะเพิ่มผลกระทบในเชิงลบทางจิตวิทยาให้กับ PTTEP แต่ PTTEP แจ้งว่ายังไม่ได้รับหนังสือเรียกร้อง หรือหมายศาลจากทางการของอินโดนีเซีย กรณีนี้ต้องการข้อสรุปสุดท้ายจากทั้งสองฝ่ายก่อน
  บล.เอเซียพลัส แนะนำ "ชะลอการลงทุน" หรือ switch เข้าลงทุนใน IRPC มองว่า ในกรณีเลวร้ายหากต้องชำระค่าเสียหายจริง 7 หมื่นล้านบาท ก็จะส่งผลกระทบต่อประมาณการเพราะ PTTEP ยังไม่ได้ตั้งสำรองความเสียหายจากกรณีดังกล่าวในประมาณการ และข่าวนี้อาจจะส่งผลกระทบเชิงลบระยะสั้นต่อราคาหุ้นจนกว่าจะมีความชัดเจน
  บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" ราคาเป้าหมาย 106 บาท โดยข่าวการเรียกร้องค่าเสียหาย 6.9 หมื่นลบ.ของรัฐบาลอินโดนีเซีย และความล่าช้าราว 1-2 เดือนในการเปิดประมูลแหล่งบงกชและเอราวัณ ในเบื้องต้น คาดว่าส่งผลกระทบเล็กน้อยต่อ PTTEP อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในระยะสั้นน่าจะถูกกดดันหนักจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ตกต่ำกว่า $50/บาร์เรล ซึ่งเป็นผลจากความกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันสำรอง และปริมาณผลิต shale oil ในสหรัฐที่เพิ่มขึ้นมาก 
  บล.บัวหลวง แนะนำซื้อ เป้าหมายพื้นฐาน 118 บาท 
  บล.ทรีนีตี้ ประเมินโอกาสที่ PTTEP จะถูกฟ้องร้องและเรียกค่าเสียหายกว่า 7 หมื่นล้านบาทที่ 12.5% หรือคิดเป็นความเสี่ยงต่อหุ้นที่ 2.20 บาท อย่างไรก็ดี ยังคงต้องรอการชี้แจงของบริษัทต่อไป 

  เมื่อข่าวร้ายที่เกิดขึ้น ยังไม่มีข้อสรุป และหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าอาจต้องใช้เวลาอีกนาน ดังนั้นราคาหุ้นที่ปรับลดลง อาจเป็นได้ทั้ง "วิกฤต" หรือ "โอกาส" ในการเข้าลงทุน ขึ้นอยู่กับมุมมอง

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด