หุ้นฮ็อต

| 2 พฤษภาคม 2560 | 09:17

IVL ลุ้นฝ่าแนวต้านทำ High ใหม่รอบ 5 ปี แต่ระวังไร้กำไรพิเศษฉุดงบปีนี้

 จับตา IVL ลุ้นดันทะลุ 37.75 บาท ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 5 ปี หลังหุ้นวิ่งขึ้น 3 สัปดาห์ ติดต่อกัน โบรกฯ ชี้รับอานิสงส์ราคาฝ้ายแตะ 80 เหรียญ/ตัน สูงสุดรอบ 3 ปี พร้อมประกาศเข้าซื้อธุรกิจเพิ่ม 2 แห่ง หวังเพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จินสูง (HVA) แต่ระวังผลประกอบการปีนี้หดตัว เหตุไม่มีกำไรพิเศษจากการซื้อกิจการเหมือนปีก่อน

  ราคาหุ้น บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดขึ้นไปแตะ 37.5 บาท ก่อนจะลงมาปิดที่ 36.75 บาท ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบเกือบ 2 เดือน โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมาราคาหุ้น IVL เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดไว้ที่ 37.75 บาท หากสามารถทะลุผ่านจุดนี้ไปได้ จะเป็นการขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 5 ปี ของหุ้นตัวนี้
  IVL ประกอบธุรกิจด้านการลงทุนโดยการถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีแบบครบวงจร เส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ และเส้นใยจากขนสัตว์
  ในช่วง 3-4 ปีก่อนหน้านี้ IVL เป็นหนึ่งในบริษัทที่ลงทุนซื้อกิจการเข้ามาต่อยอดธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภาพรวมของบริษัทเริ่มจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อปี 58 ซึ่งกำไรกระโดดขึ้นมาเป็น 6.6 พันล้านบาท จาก 1.4 พันล้านบาท ในปีก่อนหน้า และเมื่อปี 59 กำไรก็กระโดดขึ้นเป็น 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากกำไรพิเศษจากการซื้อกิจการ
  ส่วนปัจจัยหนุนให้ IVL ฟื้นตัวในระยะสั้น มาจากราคาฝ้าย ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของผลิตภัณฑ์ของบริษัท ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี

  บล.โกลเบล็ก แนะนำหุ้น IVL จากการที่ราคาฝ้ายพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ที่ 80 เหรียญ/ตัน ส่วนแนวโน้มกำไรปี 60 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.08 หมื่นล้านบาท ลดลง 33% จากปีก่อน เนื่องจากปี 59 มีกำไรจากการซื้อกิจการราว 7 พันล้านบาท โดยบริษัทได้ขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 10.47 ล้านตันต่อปี เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 12% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หนุนให้กำไรเติบโตแม้ว่าส่วนต่างราคาของผลิตภัณฑ์จะทรงตัว
  หลังจากที่การซื้อกิจการเริ่มเห็นผลสะท้อนมาที่กำไรของบริษัทอย่างชัดเจน ล่าสุด IVL ตัดสินใจประกาศซื้อกิจการเพิ่มเติมอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA) มากยิ่งขึ้น
  สำหรับกิจการที่ซื้อเข้ามาใหม่นี้ IVL เปิดเผยว่า ได้เข้าถือหุ้นของ Trevira เพิ่มขึ้นเป็น 100% จากเดิมที่ถือหุ้นอยู่ 75% ตั้งแต่เดือน ก.ค. 54 โดย Trevira ประกอบธุรกิจเส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ชนิดพิเศษ (specialty polyester fibers) ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มของบริษัท นอกจากนี้ บริษัทได้เข้าซื้อกิจการ Glanzstoff ผู้ผลิตเส้นใยยางรถยนต์ด้วยกำลังการผลิต 1.2 หมื่นตันต่อปี
  บล.ซีไอเอ็มบี ระบุว่า การที่ IVL เข้าซื้อหุ้น 100% ในโรงงานผลิตเส้นใยเรยอน สอดคล้องกับความคาดหมายของเราและตลาด โดยเรามองเชิงบวกต่อการซื้อกิจการครั้งนี้และคาดว่าปีนี้ IVL จะเดินหน้าซื้อกิจการอีก 3-4 แห่ง สำหรับดีลล่าสุดจะทำให้ IVL มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 13 ล้านเหรียญ และ EBITDA 27 ล้านเหรียญต่อปี อีกทั้งช่วยเสริมฐานธุรกิจผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ ด้วยกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นอีก 1 แสนเมตริกตันต่อปี รวมเป็น 1.9 ล้านเมตริกตันต่อปี
  ด้าน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เห็นว่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะเป็นบวกกับ IVL เพราะทำให้สัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จิ้นสูงเพิ่มขึ้น รวมทั้งเป็นการกระจายผลิตภัณฑ์ไปสู่กลุ่มยานยนต์ด้วย โดย Glanzstoff มีส่วนแบ่งการตลาดใน Rayon Tyre Cord 22% ในตลาดผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง เราคาดการณ์มูลค่าซื้อขายที่ 200 ล้านเหรียญ อิงกับ EBITDA Margin ที่ 15% และ EV/EBITDA 7 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของดีลซื้อขายที่ผ่านมา สำหรับกำไรจาก Glanzstoff ที่จะเข้ามาเพิ่มใน IVL อยู่ที่ 4-5% จากประมาณการปัจจุบันของเรา นอกจากนั้นบริษัทอาจมีการบันทึกกำไรจากการต่อรองราคาซื้อขายเข้ามาในไตรมาส 2/60 ด้วย (บล.ทิสโก้ ประเมินกำไรจากพิเศษจากการซื้อกิจการสูงสุดอยู่ที่ราว 1.5 พันล้านบาท โดยเทียบจากเมื่อ IVL ซื้อกิจการไฟเบอร์ในช่วงไตรมาส 2/58 ที่มีขนาดใกล้กัน)
  ส่วนแนวโน้มผลประกอบการโดยรวมในปีนี้ ผู้บริหารของ IVL ให้มุมมองไว้ว่า คาดรายโต 9-10 % ตามกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น จากหลายโครงการ อาทิ โครงการ Gas Cracker ในประเทศสหรัฐฯ ที่มีกำลังการผลิตอยู่ประมาณ 4 แสนตันต่อปี ,โรงงานผลิตยางในรถยนต์ประเทศจีน เป็นต้น และในอีก 5 ปีข้างหน้า มองว่าความต้องการอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ในตลาดจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 15 ล้านตัน ซึ่งจะมีมากกว่าปริมาณการผลิตในตลาดที่คาดว่าจะเพิ่มเพียงประมาณ 6 ล้านตัน สำหรับ IVL คาดว่าจะมีกำลังการผลิตเพิ่มอีก 3.5 แสนตัน
  
 นับแต่ต้นปี 59 ราคาหุ้น IVL วิ่งมาแล้วกว่า 80% ก่อนจะพักตัวอยู่ในระดับนี้มาตั้งแต่ต้นปี 60 ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากแนวโน้มกำไรที่น่าจะชะลอลงจากฐานที่สูงเมื่อปีก่อน แม้ราคาปัจจุบันจะมี P/E เพียง 10-11 เท่า แต่อัตราเงินปันผลตอบแทนไม่ถึง 2% ก็ไม่ได้มากนัก ทำให้การฝ่าแนวต้านในปัจจุบันอาจจะไม่ง่าย

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด