หุ้นฮ็อต

| 24 เมษายน 2560 | 14:07

TKN สิ้นสุดแนวโน้มขาขึ้น ราคาดิ่งทำนิวโลว์รอบ 6 เดือน

            TKN ร่วงหนักทำนิวโลว์ในรอบ 6 เดือน หลังสัญญาณเทคนิคเข้าสู่แนวโน้มขาลง ขณะที่ราคาหุ้นเทรดแพงที่พี/อี 40-50 เท่า สูงกว่ากลุ่มที่เทรดราว 25 เท่า ยังต้องลุ้นกำไรปีนี้โตก้าวกระโดดหรือไม่ หลังปีก่อนโต 100% แต่วงการคาดกำไรปี 60 โตประมาณ 40% พร้อมจับตาผู้ถือหุ้นใหญ่จะทยอยขายหุ้นอออกอีกเมื่อไหร่ การเข้าเก็งกำไรจึงต้องระมัดระวังอย่างสูง 

           หุ้นบมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง หรือ TKN ราคาช่วงนี้ดิ่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 2 วันมานี้ วอลุ่มเทรดผิดปกติ โดยเพิ่มขึ้น 818% และวันนี้เพิ่มขึ้น 200% ราคาเปิดตลาดทรงตัวที่ 23.30 บาท ก่อนจะร่วงลงไปทำนิวโลว์ในรอบ 6 เดือนที่ 22.30 บาท และปิดภาคเช้าที่ 22.70 บาท ลดลง 0.60 บาท หรือ 2.58% มูลค่าการซื้อขาย 562.13 ล้านบาท ปริมาณการซื้อขายหนาแน่นกว่าปกติ 271% 
           TKN  เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสาหร่ายแปรรูปภายใต้ตราสินค้า “เถ้าแก่น้อย” มี 4 ประเภทหลัก ได้แก่ สาหร่ายทอดสาหร่ายย่าง สาหร่ายเทมปุระ และสาหร่ายอบ มีโรงงานผลิตสาหร่ายสำเร็จรูป 2 แห่งตั้งอยู่ที่ จ.ปทุมธานี และที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ
           บริษัทฯเข้าตลาดหุ้นเดือน ธ.ค.58 สังกัดหมวด FOOD ถือหุ้นใหญ่โดยตระกูล "พีระเดชาพันธ์" เป็นหุ้นน้องใหม่ขวัญใจมหาชน ด้วยจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยเกือบ 1 หมื่นราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 5,000  ราย  
           TKN จัดว่าเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนไม่ธรรมดา เข้าตลาดได้ปีเศษสร้างผลตอบแทนกว่า 600% จากราคาไอพีโอ 4 บาท ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 29.50 บาท ก่อนที่ช่วง 2 สัปดาห์มานี้ราคาไหลลงต่อเนื่องหลุด 26-27 บาท และมีแรงขายเข้ามาหนักในช่วงศุกร์ที่แล้วต่อเนื่องถึงเช้านี้ ล่าสุดได้ทำนิวโลว์ในรอบ 6 เดือนที่ 22.60 บาท 
           ราคาที่ปรับลงต่อเนื่องดังกล่าว สอดคล้องกับภาพในทางเทคนิคที่นักวิเคราะห์มองว่า มีสัญญาณขายค่อนข้างรุนแรงมากทำให้สิ้นสุดแนวโน้มขาขึ้นขนาดใหญ่ มีแนวรับถัดไปที่ 21 บาท !  

             บล.ไอร่า มองว่า ระดับราคา TKN ได้มีสัญญาณขายที่ค่อนข้างรุนแรงมากทำให้สิ้นสุดแนวโน้มขาขึ้นขนาดใหญ่และได้เข้าสู่แนวโน้มขาลงที่จะมีแนวรับเป้าหมายแรกที่บริเวณ 21.00 บาทเป็นอย่างน้อย กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ "ขายเปลี่ยนตัว" พร้อมประเมินแนวรับ 21.00-19.00 บาท แนวต้าน 23.40-23.60 บาท และระบุสัญญาณขายมีเป้าหมายที่ 21.00 บาท
             นอกจากสัญญาณเทคนิคที่เป็นแนวโน้มขาลงแล้ว ราคาหุ้น TKN ซื้อขายกันพรีเมี่ยมที่ P/E ประมาณ 40-50 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ซึ่งเทรดราว 25 เท่า จึงน่าคิดว่าราคาที่ปรับลง อาจเป็นการส่งสัญญาณสะท้อนถึงมุมมองของนักลงทุนต่ออัตราการเติบโตของกำไร TKN หรือไม่?    
              ปีที่แล้ว TKN ทำผลงานได้ดีกำไรโตเกือบ 100% แต่ปีนี้วงการคาดกำไรจะโตประมาณ 40% และให้ P/E ปีนี้ราว 34-40 เท่า ซึ่ง TKN อยู่ระหว่างการแจ้งงบ Q1/60 นักลงทุนจึงต้องติดตามใกล้ชิด อย่างน้อยก็น่าจะสะท้อนทิศทางธุรกิจทั้งปีได้  
            บล.ดีบีเอส วิคเเคอร์ส (DBSV) คาดการณ์กำไรปี 60-61 ของ TKN โตราว 44% และ 37% ตามลำดับ มองฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยเป็นเงินสดสุทธิ และมี ROE สูงถึง 39% ในสิ้นปี 59  และแม้ว่า ราคาหุ้น TKN ร่วงลง 8% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาแต่ทาง บล.ดีบีเอสฯ ได้สอบถามไปยังบริษัท ผู้บริหารกล่าวว่าปัจจัยพื้นฐานบริษัทยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งการเปิดดำเนินการโรงงานใหม่เฟสที่ 1 ตั้งแต่ต้น มี.ค.60 และคำสั่งซื้อเป็นไปตามที่เคยระบุไว้ DBSV จึงคงคำแนะนำซื้อ ราคาพื้นฐาน 32 บาท อิง P/E ปี 60 ที่ 38 เท่า  
           บล.บัวหลวง แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายปี 60 ที่ 30.75 บาท อิง P/E ปีนี้ที่ 34 เท่า และมองว่าไม่แพงเกินไปแม้สูงกว่ากลุ่มที่ P/E 25 เท่า เพราะการโตของกำไรในอีก 3 ปีที่ 33% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 26% ต่อปี  ดังนั้น PEG ของบริษัทจึงอยู่เพียง 1.04 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
 บล.ซีไอเอ็มบี  แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 29.40 บาท มีมุมมองบวกในการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นของบริษัท
           บล.เคจีไอ ประเมินราคาเป้าหมาย 32  บาท อิง P/E 40 เท่า  มีมุมมองบวกต่อแนวโน้มปี 60-61  แม้ต้นทุนสาหร่ายจะสูงขึ้น แต่เชื่อบริหารต้นทุนได้ 
           จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าวงการให้ P/E ปีนี้ราว 34-40 เท่า และเคาะราคาเป้าหมายในช่วง 29.40 - 32 บาท แม้ราคาหุ้นที่ปรับลงจะยิ่งเพิ่มอัพไซด์จากประมาณการ แต่การเข้าลงทุนระยะกลาง-ยาว นักลงทุนอาจต้องพิจารณาหลายปัจจัยประกอบ โดยเฉพาะราคาหุ้นที่วิ่งรับข่าวกำไรล่วงหน้าไปพอสมควรแล้ว 
           อีกประเด็นที่ต้องจับตา คือ ความเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ตระกูล  "พีระเดชาพันธ์" ที่ก่อนหน้าทยอยขายบิ๊กล็อต โดยอ้างว่าสถาบันต่างชาติสนใจหุ้น TKN ทางกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่จึงขายออกมา อาจจะยังเป็นปัจจัยที่กดดันราคาหุ้นต่อไป เพราะกลุ่มนี้มีแผนจะขายออกเพิ่มเติม แต่จะคงสัดส่วนการถือหุ้นไว้ไม่ต่ำกว่า 50% จากปัจจุบันราว 61% ขณะเดียวกันต้องติดตามกำไรไตรมาสแรกปีนี้ เพื่อตรวจสอบการเติบโตของยอดขาย

            สัญญาณทางเทคนิคที่หลุดแนวโน้มขาขึ้นไปแล้ว การเข้าเก็งกำไรจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างสูง นอกจากนี้ ประเด็นการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ยังคงต้องติดตาม ใกล้ชิด
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด