หุ้นฮ็อต

| 10 เมษายน 2560 | 14:13

ส่องพื้นฐานหุ้น D ดีจริงหรือไม่...แพงไปหรือยัง?

  ส่องพื้นฐานหุ้น D หลังเข้าเทรด mai ราคายังไม่ตก งานนี้ดีจริงหรือไม่ ราคาปัจจุบันแพงไปแล้วหรือยัง หลังพบนักวิเคราะห์ ประเมินราคาเหมาะสม 7-9.50 บาท แทบไม่เหลืออัพไซด์ จากราคากระดาน

  หุ้น บริษัท เดนทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ D นับเป็นหุ้น IPO ที่ราคาไม่ตกหลังเข้าเทรด นับจากที่เข้าซื้อขายในตลาด mai เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา ราคา IPO ที่ 6 บาท ล่าสุดเปิดการซื้อขายในวันนี้ที่ 8.70 บาท ก่อนขึ้นไปแตะระดับสูงสุด 8.85 บาท และปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ 8.70 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขายยังคงหนาแน่นเป็นอันดับ 2 ในตลาด mai ที่ 85.16 ล้านบาท
  D ประกอบธุรกิจให้บริการทางทันตกรรมแบบครบวงจร ในรูปแบบศูนย์ทันตกรรมและคลินิกทันตกรรม โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 12 สาขา แบ่งเป็นการดำเนินการภายใต้แบรนด์ BIDC 1 สาขา, Dental Signature 3 สาขา และ Smile Signature 8 สาขา
 D นับเป็นหุ้นทันตกรรมตัวที่ 2 ที่เข้าระดมทุนใน mai ต่อจาก "แอลดีซี เด็นทัล" หรือ LDC ที่เข้าเทรดเมื่อปี 57 โดยมีข้อสังเกตว่า D จะตามรอย LDC ที่งบพลิกเป็นขาดทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังเข้าเทรดหรือไม่
  ล่าสุด D โชว์งบปี 59 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 245% อยู่ที่ราว 42 ล้านบาท จากปี 58 มีกำไรสุทธิเพียง 12 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการบริหารจัดการต้นทุน และปรับนโยบายตัดค่าเสื่อม ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นเพียง 7%
  เมื่อตรวจสอบลึกลงไป พบว่าความแตกต่างระหว่าง 2 บริษัทอยู่ที่ ความสามารถในการทำกำไร โดย D เน้นขยายสาขาใน กทม.และเมืองท่องเที่ยว จับกลุ่มลูกค้าต่างชาติกว่า 50% ขณะที่ LDC เปิดสาขาในต่างจังหวัด และไม่มีอำนาจต่อรองกับทันตแพทย์
  โดย D มีพื้นฐานธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง มีจุดเด่นที่ชัดเจน คือให้บริการทางทันตกรรมที่ครบวงจรด้วยเทคโนโลยีและวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีมาตรฐานการรักษาในระดับสากล จนสามารถเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์ทันตกรรมรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐานคุณภาพจาก Joint Commission International (JCI) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวนี้ถือเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ทำให้ชื่อเสี่ยงของบริษัทฯ เป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจ ได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูงจากผู้เข้ารับบริการทั้งชาวต่างชาติ และชาวไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง
  ทพ.พรศักดิ์ ตันตาปกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร D เปิดเผยว่า เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ จะนำไปใช้ในการขยายสาขา จำนวน 60 ล้านบาท ใช้ชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน 60 ล้านบาท และเป็นเงินทุนหมุนเวียน 180 ล้านบาท
  สำหรับปี 2560 ตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 5-10 % จากปี 59 ที่มีรายได้ 446.52 ล้านบาท จากจำนวนผู้ใช้บริการมีต่อเนื่อง ส่วนอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)คาดว่าจะ สูงกว่า 10% เพิ่มขึ้น จากปี 59 อยู่ที่ 9.52% เนื่องจาก บริษัทมีแผนนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปชำระคืนหนี้ทั้งหมดที่มี 50-60 ล้านบาท ทำให้ไม่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายและควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น
  นี่อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ D ยังคงความน่าสนใจ และราคายืนเหนือจองที่ 6 บาทได้อย่างต่อเนื่องหลังเข้าเทรด แต่สิ่งที่ต้องคิดคือ ราคาในระดับนี้ "แพง" เกินไปหรือไม่ เพราะบทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ราคาเหมาะสมหุ้น D ระหว่าง 7-9.50 บาท ซึ่งราคากระดานปัจจุบัน แทบจะไม่เหลืออัพไซด์
  บล.เคทีบี ระบุว่า ปี 2560 D จะเติบโตได้ต่อจากสาขาที่ได้เปิดไปแล้วเริ่มทำกำไร และเริ่มมีอัตรากำไรที่ดีขึ้น เนื่องจากการเปิดสาขาแต่ละที่จะมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ย 6 เดือน ถึง 1 ปี อีกทั้งในปีนี้จะมีการเปิดสาขาเพิ่มขึ้นอีก 3 – 4 สาขา คาดว่าจะทำให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 508 ล้านบาท (+15%) และน่าจะมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากจากการบริหารต้นทุนที่รัดกุม อำนาจในการต่อรองราคากับคู่ค้ามากขึ้นและต้นทุนค่าแพทย์ที่ไม่ได้ผันแปรตามรายได้ทั้งหมด เนื่องจากมีการคงที่เป็นอัตราๆ ไป จึงมองว่าบริษัทจะมีอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นเป็น 41% และจากเงินกู้ที่คืนไปหลังการเพิ่มทุน ทำให้ไม่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจ่าย จึงคาดว่าจะมีกำไรสุทธิเป็น 53 ล้านบาท (+24%) นอกจากนี้เรายังมองว่าในอนาคตจะทำแล็บทันตกรรมเองทั้งหมด ทำให้ต้นทุนลดลงได้อีก ให้ราคาเหมาะสม 7.40 บาท
  บล.ฟินันเซียไซรัส ระบุแนวโน้มผลงาน D ในปีนี้ และปี 2561 ยังโตต่อเนื่อง รายได้โต 9.1% ต่อปี ทั้งลูกค้าที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับต้นทุนที่คุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Gross Margin จะขยายตัวเป็น 38.5% ในปีนี้ และ 39.5% ในปี 2561 ขณะที่ดอกเบี้ยจ่ายคาดว่าจะลดลงหลังนำเงิน IPO ไปชำระเงินกู้ คาดกำไรสุทธิโตเฉลี่ย 24.7% ต่อปี ให้ราคเหมาะสม 7 บาท
  ขณะที่บล.บัวหลวง ให้ราคาเหมาะสมสูงสุดที่ 9.50 บาท ระบุว่า อิงจาก P/E ของหุ้นที่กลุ่มโรงพยาบาลที่เทรดราว 35 เท่า โดยจุดเด่นคือ คาดกำไรเติบโตเฉลี่ย 27%/ปี (CAGR ในช่วง 2016-19) สูงกว่ากลุ่มโรงพยาบาลขนาดเล็กด้วยกันที่โตเฉลี่ย 20-26% และจุดแข็งในธุรกิจมาจาก 
  1) บริษัทเป็นผู้นำด้านทันตกรรมแบบครบวงจร ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามเทรนด์การแพทย์ 
  2) บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าต่างชาติสูงกว่าครึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้า high margin เพราะเป็นการให้บริการแบบเฉพาะ เช่น ทันตกรรมรากฟันเทียม ทันตกรรมประดิษฐ์ เป็นต้น จึงทำให้การปรับราคาสามารถทำได้ไม่ยากและอัตรากำไรมีแนวโน้มที่สูงขึ้น 
  3) โอกาสขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทตั้งเป้าเปิดสาขาเพิ่มปีละประมาณ 3-4 สาขา จากปัจจุบันที่บริษัทมี 12 สาขา รวม 64 ห้องตรวจ
  บริษัทมุ่งเน้นที่จะทำตลาดกับกลุ่มลูกค้า กลาง-บน และลูกค้าต่างชาติด้วยจุดแข็งคือ ศูนย์ BIDC ได้รับ มาตรฐาน JCI (ซึ่งเป็นที่ยอมรับและรู้จักดีในกลุ่มชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวยุโรปและอเมริกา) จึงเป็นปัจจัยหนุนให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงมาโดยตลอด โดยใน 3 ปีล่าสุดสูงถึง 33%-37% และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา BIDC และสาขาที่ภูเก็ต มีสัดส่วนรายได้ของชาวต่างชาติของเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 67% และ 98% ตามลำดับ
  คาดกำไรเติบโตเฉลี่ย 27%/ปี (CAGR ในช่วง 2016-19) โดยคาดกำไรในปี 2017-19 ที่ 54, 71, และ 88 ล้านบาท จากแนวโน้มรายได้โตเฉลี่ย 13.5%/ปี จากจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการที่เพิ่มขึ้น และรวมทั้งการปรับราคาขึ้นคาดทำได้ไม่ยาก เพราะเป็นกลุ่มลูกค้าตลาด กลาง-บน รวมทั้งการขยายสาขาใหม่ปีละ 3-4 สาขาด้วย นอกจากนี้คาด อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่เฉลี่ย 3 ข้างหน้าจะขยายตัวขึ้นเป็นประมาณ 12.4% (จากอัตรากำไรสุทธิปี 2016 อยู่ที่ 9.6%) จากการประหยัดต่อขนาด และการบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้เห็นแล้วว่าบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 33% ในปี 2014-15 ขึ้นมาเป็น 37% ในปี 2016

 หากพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน และกลยุทธ์การทำธุรกิจ ที่เน้นการเพิ่มบริการที่มีมาร์จิ้นสูง ต้องนับว่าหุ้น D นั้น "ดี" สมชื่อ แต่ในแง่ของราคาปัจจุบัน ที่แทบจะไม่มีอัพไซด์จากราคาเหมาะสม 7-9.50 บาท ทำให้การเก็งกำไรต้องคิดให้รอบคอบ โดยพบว่าหุ้น D ขึ้นไปทำยอดดอยถึง 9.15 บาท ในการเข้าเทรดวันแรก
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด