หุ้นฮ็อต

| 3 เมษายน 2560 | 09:41

ETE วอลุ่มเข้า จับตาขาใหญ่ 'เสี่ยม้อ' ทำพฤติกรรมน่าสงสัย

  ETE วอลุ่มเข้า รับข่าวได้งานใหม่กว่า 4.5 พันล้านบาท ดันหุ้นพุ่งเกือบ 20% ใน 3 วันทำการ เดินหน้าสู่เป้าหมายที่นักวิเคราะห์ประเมินที่ 5.10 บาท สำรวจพบขาใหญ่ "เสี่ยม้อ" ทำพฤติกรรมน่าสงสัย ได้หุ้น IPO แถมเข้ามาเก็บในกระดานในราคาเกือบ high ของวันแรกที่เข้าเทรด ก่อนปล่อยของในราคาขาดทุน

  ความเคลื่อนไหวหุ้น บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ ETE มีปริมาณหุ้นที่ซื้อขายหนาแน่น ต่อเนื่องมา 3 วันทำการ โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่า 273% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า จากที่ซื้อขายวันละ 9 ล้านหุ้น เป็น 25.84 ล้านหุ้น ส่งผลให้ราคาปรับตัวขึ้นเกือบ 20% ในช่วง 3 วันทำการ จาก 3.42 บาท ขึ้นมาปิดที่ 4.10 บาท
  ETE และบริษัทย่อย ประกอบธุรกิจ 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. ธุรกิจบริการบริหารจัดการ ได้แก่ การบริหารจัดการบุคลากร ระบบงานธุรกิจ และรถเช่าพร้อมพนักงานขับรถ 2.ธุรกิจบริการงานวิศวกรรม ได้แก่ วิศวกรรมระบบไฟฟ้า และระบบโทรคมนาคม 3.ธุรกิจพลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ 4 โครงการ กำลังการผลิตรวม 16.47 เมกะวัตต์ ซึ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วทั้ง 4 โครงการเมื่อช่วงสิ้นปี 2559
  ETE เพิ่งเข้าซื้อขายในตลาด mai เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 60 ที่ผ่านมา ด้วยราคา IPO 4.20 บาท ซึ่งในวันแรกราคาหุ้นขึ้นไปทำ high ถึง 7.55 บาท ก่อนจะไหลลงต่อเนื่องมาอยู่ระดับ 3-4 บาท ส่วนผลการดำเนินงาน ปี 59 กำไรสุทธิลดลงเหลือ 31.17 ล้านบาท จาก 62.18 ล้านบาทในปี 58
  สัญญาณหุ้น ETE ที่ปรับขึ้นในช่วงนี้ เป็นผลโดยตรงหลังจากบริษัทแจ้งยืนยันการจ้างงานและเซ็นสัญญากับผู้ว่าจ้างในธุรกิจต่าง ๆ เพิ่มเติมอีกกว่า 4.5 พันล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ในปีนี้ราว 1.3 พันล้านบาท ขณะที่ผู้บริหารแจกสตอรี่ เตรียมพิจารณาการลงทุนธุรกิจอื่นเพิ่มเติม เตรียมประชุมบอร์ดกลางเดือนนี้ ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นในช่วงปลายเดือน
  ETE เปิดข้อมูลการรับงาน ณ 27 มี.ค.60 บริษัท และกลุ่มบริษัทมีงานที่ยังไม่ได้รับรู้รายได้ทั้ง 3 ธุรกิจ รวมเป็นเงิน 4,552.28 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่างานที่คาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ในปี 60 รวมเป็นจำนวนเงิน 1,377.68 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  นายไรวินท์ เลขวรนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ETE เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เพื่อพิจารณาการลงทุนและขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับที่บริษัทดำเนินการอยู่ โดยบริษัทคาดจะประชุมบอร์ดภายในกลางเดือนเมษายน หากบอร์ดอนุมัติหลังจากนั้นจะนำเรื่องเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในปลายเดือนเมษายน
  สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/60 บริษัทคาดว่าจะเห็นการเติบโตได้ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน เนื่องจากบริษัทจะรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) จำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตรวม 16.47 เมกะวัตต์ เข้ามาเต็มปี และเต็มไตรมาส ซึ่งใน 2 เดือนแรกของปี 2560 บริษัทสามารถรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นในทุกๆ เดือน
  ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างรอยื่นซองประมูลงานธุรกิจให้บริการบริหารจัดการในรูปแบบ Outsourcing ประมาณ 180 โครงการ ทั้งโครงการเอกชน รัฐวิสาหกิจ อื่นๆ มูลค่ารวมราว 6,000 ล้านบาท เบื้องต้นบริษัทมีโอกาสจะได้งานประมาณ 20-25% ของมูลค่างานที่ยื่นประมูล ส่วนธุรกิจให้บริการงานวิศวกรรมระบบไฟฟ้า บริษัทเตรียมยื่นซองเสนอราคาจากหน่วยงานการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หน่วยงานเอกชนอื่นๆ รวม 30-40 โครงการมูลค่าราว 5,000 ล้านบาท คาดว่าจะได้รับงานประมาณ 20-25% ของมูลค่างานที่ยื่นประมูล
  ในส่วนธุรกิจพลังงานทดแทน ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หลังนายกรัฐมนตรีอนุมัติโครงการ โซลาร์ฟาร์มราชการ สหกรณ์ กำลังการผลิตกว่า 400 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทมีความพร้อมที่จะเข้าลงทุนเพื่อขยายฐานธุรกิจด้านพลังงาน โดยปัจจุบันบริษัทมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ระดับ 1 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ และมีโอกาสในการกู้เงินจากสถาบันทางการเงินเพื่อขยายการลงทุนได้อีกมาก
  ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินมูลค่าเหมาะสม ETE ที่ 5.10 บาท ตามงานโซลาร์ฟาร์มในมือที่เพิ่มขึ้น
  บล.ทิสโก้ ระบุ ETE อยู่ระหว่างการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 4 โครงการ เริ่มรับรู้รายได้ 1 ม.ค. 2560 และมีอายุสัญญา 25 ปี โดยมีการทำ PPA กับ กฟภ. มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 16.47 เมกะวัตต์ ในอัตราการรับซื้อ 5.66 บาท/หน่วย โดยได้เริ่ม COD ไปแล้วในวันที่ 29-30 ธ.ค. และใช้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินในการลงทุน
  จากการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมเบื้องต้น เราประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ ETE ไว้ที่ 5.10 บาท คิดเป็น PER 20 เท่าสำหรับปี 2017F โดยใช้ค่าเฉลี่ยระหว่างธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าและบริการ/รับเหมาตามสัดส่วนของผลประกอบการ เนื่องจากผลประกอบการในปี 2017 เป็นต้นไปธุรกิจจะมีกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาเป็นผลประกอบการหลักคิดเป็นสัดส่วนเกิน 60% เมื่อเทียบกับธุรกิจเดิมที่แม้จะมีรายได้สูงแต่มีอัตรากำไรที่ต่ำ
  อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นพบว่ามีความน่าสนใจ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของ "อมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ" หรือที่รู้จักในนามของ "เสี่ยม้อ" อดีตผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท เอเชีย จอยท์ พาโนราม่า จำกัด (มหาชน) หรือ AJP ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ดีมีเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DCORP และเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ที่ได้หุ้น IPO จากนั้นเข้ามาเก็บเพิ่มที่ราคาสูงสุดในวันแรกที่หุ้นเข้าเทรด ก่อนขายหุ้นออกมาในราคา "ขาดทุน"
  สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า นาย อมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ ได้หุ้น IPO ของ ETE จำนวน 1.5 ล้านหุ้น หรือ 0.63% จากนั้นเข้ามาซื้อในกระดานวันแรกที่หุ้นเข้าเทรดคือ 15 ก.พ. 60 อีก 49.70 ล้านหุ้น หรือ 8.87% ที่ราคาสูงสุด 7.50 บาท ซึ่งเป็นราคาเกือบ high ของวันแรกที่หุ้นเข้าเทรด รวมถือหุ้น 9.14%
  จากนั้นนายอัมฤทธิ์ รายงานการขายหุ้นในวันที่ 21 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่หุ้นลงหนักกว่า 20% จำนวน 26.5 ล้านหุ้น หรือ 4.73% เหลือถือหุ้น 24.7 ล้านหุ้น หรือ 4.41% โดยในวันดังกล่าวราคาหุ้น ETE สูงสุดที่ 5.60 บาท และต่ำสุดที่ 4.64 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาซื้อเมื่อวันที่ 15 ก.พ.
  นอกจากนี้ยังพบว่า นางสาวชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง ได้ IPO หุ้น ETE จำนวน 7 ล้านหุ้น หรือ 2.92% แต่ล่าสุด ไม่มีการถือหุ้นแล้ว
  
  แม้ว่าพื้นฐานของ ETE จะมีแนวโน้มในการเติบโต อีกทั้งยังมีอัพไซด์จากราคาเหมาะสม แต่พฤติกรรมของนักลงทุนรายใหญ่ ที่ชวนให้สงสัย ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังในการเก็งกำไร
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด