หุ้นฮ็อต

| 29 มีนาคม 2560 | 09:25

K วอลุ่มทะลัก ดันราคานิวไฮรอบปี จับตากำไรโตทันความคาดหวังหรือไม่

 K วอลุ่มทะลัก 3,000% ดันหุ้นพุ่ง 34% ภายใน 2 สัปดาห์ แตะนิวไฮรอบกว่า 1 ปี P/E ทะลุ 20 เท่า ฟากโบรกฯ คาดกำไรโตเฉลี่ย 33.3% ช่วง 3 ปี ตามการขยายตัวของห้างสรรพสินค้า จับตาการปรับแผนลงทุนลดต้นทุนอัพมาร์จิ้น

  หุ้น บริษัท คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ. จำกัด (มหาชน) หรือ K มีปริมาณการซื้อขาย (Volume) เพิ่มขึ้นมาอย่างหนาแน่น โดยล่าสุดมีโวลุ่มเพิ่มขึ้นถึง 3,000% ตามฟังก์ชัน F6 ของ eFin StockPickUp ดันให้ราคาหุ้นขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 7.2 บาท ก่อนจะลงมาปิดที่ 6.8 บาท เพิ่มขึ้น 17.24% จากวันก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นกว่า 34% ภายใน 2 สัปดาห์
  K เข้าซื้อขายในตลาด mai เมื่อเดือน ธ.ค. 58 ด้วยราคา IPO ที่ 5.80 บาท ประกอบธุรกิจออกแบบและตกแต่งงานอย่างครบวงจร 4 ประเภท ได้แก่ 1) ธุรกิจงานตกแต่งภายใน (Interiors) 2) ธุรกิจงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ (Exhibitions) อาทิ Motor show, Motor expo, Money expo 3) ธุรกิจการตลาดทางเลือก (Alternative Marketing) และ 4) ธุรกิจงานพิพิธภัณฑ์และสวนสนุก (Museums & Thematic Park) 
  ช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ บริษัทสัญชาติสิงคโปร์ ชื่อ Kingsmen ซึ่งทำธุรกิจลักษณะเดียวกัน ได้เข้ามาถือหุ้น K ในสัดส่วน 20% และช่วยให้บริษัทได้รับฐานลูกค้าที่เป็นแบรนด์ระดับโลกมากขึ้น อาทิ Uniqlo Chanel Balenciaga จนปัจจุบัน K มีลูกค้ามากกว่า 30 แบรนด์ หนุนให้ฐานรายได้เติบโตมาต่อเนื่องถึง 1.18 พันล้านบาท เมื่อปี 59
  ด้านของกำไรสุทธิปี 59 อยู่ที่ 61.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 53 ล้านบาทในปี 58 
  การเติบโตของ K หลักๆ ขึ้นอยู่กับงานแสดงสินค้าและนิทรรศการต่างๆ รวมถึงการรับออกแบบตกแต่งภายในของสาขาต่างๆ รวมถึงการตกแต่งและรีโนเวทอาคาร ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายว่ารายได้จะสามารถเติบโตไม่ต่ำกว่าปี 25%
  "ชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์" ประธานกรรมการของบริษัท เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ปัจจุบันมีงานในมืออยู่ที่ 762 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ในไตรมาส 1/60 ราว 40-45% (คิดเป็นประมาณ 300-340 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/59 ที่มีรายได้เพียง 262 ล้านบาท) ที่เหลือรับรู้หมดภายในปีนี้ทั้งหมด ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างประมูลงาน 2 พันล้านบาท ซึ่งจะทยอยรู้ผลต่อเนื่อง เบื้องต้นคาดหวังได้งาน 50%
  โดยก่อนหน้านี้บริษัทได้ประกาศงานที่ได้รับออกมาแล้ว 2 งาน คือ งานตกแต่งภายใน เป็นจำนวนเงิน 133 ล้านบาท โครงการ โรสวูด โฮเตล (โรงแรมหรูระดับ 6 ดาว) และงานโครงการอนุรักษ์และพัฒนาตึกแถวชุมชนเลื่อนฤทธิ์ จำนวน 172 ล้านบาท   
  ด้าน บล.โนมูระ พัฒนสิน ให้คำแนะนำซื้อหุ้น K โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 10.20 บาท โดยมองว่าบริษัทมีความสามารถในการสร้าง New S-Curve ใหม่ในธุรกิจรับออกแบบตกแต่งภายใน และรับเหมา ซึ่งจะช่วยหนุนกำไรเติบโตประมาณ 33.3% ต่อปี ระหว่างปี 60 – 62
  นอกจากการเติบโตตามการขยายตัวของห้างสรรสินค้า (ในปี 60 จะมีห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่กว่า 6 แห่ง อาทิ ไอคอนสยาม, เซ็นทรัล พลาซ่า 3 แห่ง บริษัทยังมีแผนที่จะลดต้นทุนการดำเนินงานลงเพื่อเพิ่มอัตรากำไรให้สูงขึ้นผ่านการปรับแผนการใช้เงินลงทุน และอาจจะทำให้บริษัทมีรายได้พิเศษเข้ามาจากแผนดังกล่าวด้วย หากบริษัทสามารถขายโรงงานบริเวณคลอง 11 ได้สำเร็จตามแผน
  ก่อนหน้านี้บริษัทมีแผนนำเงินราว 90 ล้านบาท พัฒนาโรงงานคลอง 11 แต่ล่าสุดบริษัทได้ปรับแผน โดยจะนำเงินคงเหลือจากการขาย IPO อีก 51.4 ล้านบาทไปพัฒนาโรงงานบริเวณลำลูกกาคลอง 6 เพิ่มเติม แบ่งเป็นการเช่าที่ดิน และสร้างโรงงาน 3 หลัง ใช้เงินลงทุน 30 ล้านบาท เช่าโรงงานพร้อมที่ดิน 1 หลัง ใช้เงินลงทุน 1.4 ล้านบาท และเช่าที่ดินพร้อมสร้างออฟฟิศสำนักงานใหญ่ 1 แห่ง จำนวน 20 ล้านบาท นอกจากนี้ ได้ประกาศขายโรงงานบริเวณคลอง 11 ออกไป เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นถึงโอกาสในการประหยัดต้นทุน และก่อให้เกิดความสะดวก คล่องตัวในการติดต่อ สื่อสาร และขนส่ง
  ทั้งนี้ บริษัทเชื่อมั่นว่าอัตรากำไรสุทธิในปีนี้จะเพิ่มขึ้นจากราว 5.2% เมื่อปี 59 ขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับปี 58 ที่ราว 5.6%
  ส่วนการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ปัจจุบันตั้งสำนักงานในพม่าแล้ว และจะลงทุนเพิ่มอีก 15 ล้านบาท ในปีนี้ นอกจากนี้บริษัทเตรียมเปิดสำนักงานที่กัมพูชาในช่วงไตรมาส 3/60 หรือ 4/60 โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุน 3-5 ล้านบาท โดยหวังว่าสัดส่วนรายได้ต่างประเทศปีนี้อยู่ที่ 1-2% จากปีก่อนอยู่ที่ 1.5% และตั้งเป้าในปี 64 จะเพิ่มเป็น 30%
  แม้บริษัทมีแผนที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีก 5 ปีจากนี้ แต่ค่า P/E ของ K ก็ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 20 เท่า แต่หากพิจารณาเทียบกับธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ที่พอจะมีส่วนคล้ายกันอยู่บ้างอย่าง บางกอก เดค-คอน (BKD) ซึ่งมีค่า P/E 40 เท่า ก็ยังต่ำกว่ามาก
  อย่างไรก็ตาม อาจจะมีประเด็นที่ต้องพิจารณาประกอบเพิ่มเติมคือการขายหุ้นของผู้บริหารออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปีนี้ รวม 2.01 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 5.5 บาท ขณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งอย่าง ชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์ ขายหุ้นออกมาเช่นกัน จำนวน 5 ล้านหุ้น ที่ราคา 6.3 บาท ซึ่ง ชยวัฒน์ ชี้แจงว่า ส่วนตัวขายหุ้นออกมา เพราะมีกองทุนระยะยาวเข้ามาขอซื้อหุ้น โดยขายในส่วนที่ซื้อหลังจากหุ้นเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้สัดส่วนของครอบครัวแตะเกือบ 50% จึงเป็นจังหวะขายเพื่อให้สัดส่วนการถือหุ้นของครอบครัวกลับมาที่สัดส่วนหลังขาย IPO ที่กว่า 40%

  หุ้น K เปิดการซื้อขายในช่วงแรกๆ ที่เข้าเทรดกระโดดขึ้นไป ก่อนราคาจะปรับตัวลดลงต่อเนื่องจนต่ำกว่าราคา IPO ที่ 5.80 บาท และเริ่มเห็นการฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงปีนี้จากความคาดหวังจะเริ่มเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่สุดท้ายคงต้องพิจารณาประกอบด้วยว่าพื้นฐานบริษัทจะเติบโตได้ทันความคาดหวังหรือไม่

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด