หุ้นฮ็อต

| 17 มีนาคม 2560 | 09:23

KKP ลุ้นนิวไฮรอบ 4 ปี ปันผลยังเด่นสุดในกลุ่ม แต่หุ้นวิ่งมาแล้วเท่าตัว

          KKP จ่อเบรกไฮรอบ 4 ปี โชว์จุดเด่นอัตราปันผลสูงสุดในกลุ่มแบงก์ แต่การเติบโตปีนี้อาจะไม่โดดเด่นเท่าปีก่อนจากฐานที่สูง ขณะที่ราคาหุ้นแรลลี่กว่า 130% ใกล้เต็มพื้นฐานของนักวิเคราะห์ ลุ้นรักษาระดับปันผลสูงค้ำราคาหุ้น

          ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KKP เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผลในระดับสูงกว่า 5% อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้ ล่าสุดปี 59 บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลออกมาอีก 4 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปี 6 บาทต่อหุ้น ทำให้อัตราการจ่ายเงินปันผลของ KKP ขึ้นไปสูงเกิน 8%
          KKP เป็นกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และธุรกิจตลาดทุน โดยธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ดำเนินการภายใต้ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) และธุรกิจตลาดทุน ดำเนินการภายใต้บริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด
          จุดเด่นของ KKP ในเวลานี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องของอัตราเงินปันผลตอบแทนที่สูงกว่า 8%สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เป็นผลมาจากกำไรสุทธิเมื่อปี 59 ที่เติบโต 67% ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 5.54 พันล้านบาท โดยบริษัทจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 28 เม.ย. นี้ สำหรับปันผลงวดครึ่งหลังจำนวน 4 บาทต่อหุ้น
          ด้วยปัจจัยบวกเหล่านี้ส่งผลให้ KKP พุ่งขึ้นต่อเนื่องจาก 30 บาท มาทำปิดที่ 71 บาท ในขณะนี้ เพิ่มขึ้นกว่า 130% ในช่วงเวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง และมีโอกาสที่ราคาจะขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 4 ปี หากสามารถฝ่าระดับ 71.25 บาท ซึ่งเคยทำไว้เมื่อปี 56 ขึ้นไปได้
          อย่างไรก็ตาม การเติบโตของหุ้นในระยะต่อจากนี้ อาจจะไม่ได้หวือหวาอย่างเช่น 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 45% ส่งผลให้ฐานกำไรขึ้นมาสูงกว่าเดิมมาก
          บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่ากำไรปี 60 ของ KKP จะเติบโตได้ต่อจากฐานที่สูงมากในปี 59 โดยประมาณการว่าจะเติบโต 6% แต่ก็ยังมี Upside Risk จากโอกาสที่จะปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ได้เพิ่มขึ้น ทำให้ NIM อาจจะดีกว่าคาด และธุรกิจตลาดทุนที่เติบโตได้ดี นอกจากนั้น KKP ยังจ่ายปันผลได้สูงอีก คาดการณ์อัตราผลตอบแทนปันผลปี 60 ไว้ที่ 6.8%
          ทั้งนี้ KKP มีเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ 5% (ปี 59 -0.8%) ส่วน Spread ของสินเชื่อคาดว่าจะอยู่ที่ 4.7-4.9% และตั้งสำรองฯ 1.2% ของสินเชื่อรวม โดยเป้าหมายนี้กำหนดโดยอิงกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ 3.2% อัตราดอกเบี้ยนโยบายคงที่ 1.5% นอกจากนี้ ผู้บริหารเห็นว่าธนาคารยังสามารถลดต้นทุนการเงินได้อีกในปีนี้ และอัตราผลตอบแทนของสินเชื่อมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น
          ด้าน บล.กรุงศรี ระบุว่า ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 60-61 ขึ้นอีกปีละ 4% เป็น 5.76 พันล้านบาท เติบโต 3.91% และ 6.26 พันล้านบาท เติบโต 8.68% จากปีก่อนหน้า โดยเราคาดว่า NIM จะทรงในระดับ 4.8% และคาดว่าสินเชื่อในปีนี้จะเติบโต 5% จากการปล่อยสินเชื่อLombard และสินเชื่อรายย่อย อาทิ สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อบุคคล ขณะที่ NPL น่าจะดีขึ้นเป็น 5.2% จาก 5.65% ตามคุณภาพสินเชื่อที่ดีขึ้นของกลุ่มเช่าซื้อ และอสังหาริมทรัพย์
          อย่างไรก็ดี แม้การเติบโตของกำไรสุทธิน่าจะไม่ถึง 2 หลัก ตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แต่เงินปันผลตอบแทนของ KKP น่าจะยังเป็นจุดเด่นที่ช่วยค้ำราคาหุ้น KKP ให้อยู่ในระดับสูงต่อไปได้
          โดย บล.กรุงศรี ระบุเพิ่มเติมว่า จากการบริหารจัดการเงินทุนของบริษัท ทำให้คาดว่าKKP จะมีการปรับเพิ่มสัดส่วนการจ่ายเงินปันผลเป็น 80% จากเดิม 67% โดยคาดว่าเงินปันผลจะอยู่ที่ 5.5 บาทต่อหุ้นในปีนี้ และเพิ่มขึ้นเป็น 6 บาทต่อหุ้นในปี 61 ก่อนที่อัตราการจ่ายปันผลจะลดลงเหลือ 70% เมื่อ ROE ขยับขึ้นมาถึง 15% ในปี 61 ทั้งนี้ ให้ราคาเป้าหมายที่ 74 บาท โดยมองว่าความเสี่ยงขาลงมีจำกัด เพราะอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลจะยังสูงถึง 8-9% ในอีก 3 ปีข้างหน้า
          ด้าน บล.เคจีไอ ระบุว่า ธุรกิจหลักของ KKP อยู่ในวัฏจักรขาลงมาตั้งแต่ปี 58 โดยสินเชื่อหดตัว ในขณะที่ NPL เพิ่มขึ้น และยังต้องรับรู้ผลขาดทุนก้อนใหญ่จากการขายรถที่ยึดมาจากลูกหนี้ บวกกับยังต้องตั้งสำรองก้อนใหญ่สำหรับลูกหนี้สินเชื่อบ้านอีก แต่ว่าตั้งแต่ปี 59 เป็นต้นมา เริ่มมีปัจจัยกระตุ้นด้านบวกเข้ามาให้เห็น อย่างเช่น กระแส NPL ใหม่ที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ในขณะที่สินเชื่อเริ่มทรงตัวส่วน credit cost ก็ลดลง และบริษัทก็สามารถเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนได้ ในขณะที่เราเชื่อว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สม่ำเสมอในอัตรา 9-10% ยังไม่ได้สะท้อนในราคาหุ้น ทั้งนี้ ให้ราคาเป้าหมายที่ 77 บาท

          แนวโน้มของ KKP ต่อจากนี้คงจะล้อไปกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมๆ ที่ค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาเช่นกัน แม้ราคาหุ้นอาจจะไม่ได้เติบโตสูงอย่างช่วงที่ผ่านมา แต่ด้วยเงินปันผลที่ค่อนข้างสูง น่าจะช่วยชดเชยความเสี่ยงไปได้พอสมควร หลังจากนี้คงต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามต่อจากนี้

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด