หุ้นฮ็อต

| 15 มีนาคม 2560 | 09:29

TNR วอลุ่มเข้า โบรกฯ คาดปีนี้กำไรโต - ลุ้นซื้อกิจการ

          TNR วอลุ่มเข้าดันราคาเริ่มกระเตื้อง หลังอ่อนตัวลงจากจุดสูงสุด 35 บาท โบรกฯ มองปีนี้กำไรมีโอกาสเติบโตสูงราว 36% จากยอดขายทั้ง 3 ช่องทาง และมีสตอรี่ซื้อกิจการแบรนด์อื่น ที่จะเป็นอัพไซด์ แต่ระวังราคาเหมาะที่นักวิเคราะห์มองต่ำสุดแค่ 20 บาท ขณะที่สูงสุดอยู่ที่ 39 บาท
          หุ้น บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR มีปริมาณการซื้อขายเข้ามาหนาแน่น เพิ่มขึ้นกว่า 504% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า ตามโปรแกรม F6 ของ eFin Stock Pick Up จากที่ซื้อขายวันละไม่ถึง 1 ล้านหุ้น ขึ้นมาเป็น 4.5 ล้านหุ้นในการซื้อขายวานนี้ และปิดการซื้อขายที่ 26.50 บาท แม้จะปิดในแดนบวก แต่ก็ถือว่าต่ำกว่าราคาสูงสุดที่เคยขึ้นไปแตะถึง 35 บาท เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 60 ที่ผ่านมา
          TNR ประกอบธุรกิจ ดังนี้ 1) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น ภายใต้เครื่องหมายการค้า Onetouch2) ธุรกิจรับจ้างผลิตถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น (OEM) 3) ธุรกิจงานประมูล (Tender) เพิ่งเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2559 ด้วยราคา IPO ที่ 16 บาท
          หลังเข้าซื้อขายราคาหุ้น TNR อยู่ในเทรนด์ขาขึ้นต่อเนื่อง จนกระทั่งรายงานผลการดำเนินงานปี 59 ออกมามีกำไรสุทธิลดลงเหลือ 194 ล้านบาท ลดลงราว 17% จากปี 58 ที่มีกำไรสุทธิ 234 ล้านบาท ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ตาดการณ์ ว่ากำไรจะเติบโตเล็กน้อย หรือทรงตัว สาเหตุเนื่องจากราคาเฉลี่ยถุงยางอนามัยจากธุรกิจการประมูลลดลง และปริมาณการขายถุงยางอนามัยของธุรกิจการประมูลลดลง เป็นผลมาจากปริมาณการขายรวมลดลงถึงแม้ธุรกิจ OEM และ Onetouch จะเพิ่้มขึ้นก็ตาม ทำให้ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม TNR จ่ายปันผลเป็นเงินสด 0.05 บาทต่อหุ้น ขึ้น XD เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ที่ผ่านมา 
          แม้ว่าราคาปัจจุบันจะร่วงลงจากจุดสูงสุดที่ 35 บาท แต่ก็ยังหมิ่นเหม่จากการคำนวณของนักวิเคราะห์ ที่ค่อนข้างต่างกัน โดยราคาต่ำสุดอยู่ที่เพียง 20 บาท และสูงสุดที่ 39 บาท โดยมีสตอรี่ที่ซ่อนอยู่คือแผนการซื้อกิจการแบรนด์ถุงยางอนามัยอื่น ส่วนผลการดำเนินงานปีนี้ ส่วนใหญ่มองดี จากการผลิตและออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นจากงานประมูล
          บล.บัวหลวง ซึ่งให้ราคาสูงสุด 39 บาท ให้เหตุผลว่า  (อิง PEG 1 เท่า P/E 36เท่า) ด้วยกำไรที่มีแนวโน้มจะเติบโตสูง 36% ในปี 2017 นี้ จากรายได้ 3 ช่องทางหลัก
          1.งานรับจ้างผลิตสินค้า-ถุงยางอนามัย (OEM) ให้กับสินค้า Brand ดังที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับต้นๆในต่างประเทศ
          2.สินค้าภายใต้ Brand ตนเอง “ONETOUCH” และสิทธิ์ในการขายและผลิตให้กับ “PLAYBOY”
          3.งานประมูล (Tender) ปัจจุบันบริษัทฯมีคำสั่งซื้อเข้ามารอ 400 ล้านชิ้น จากลูกค้าหลัก เช่น องค์การอนามัยโลก, องค์การสหประชาชาติเป็นต้น เทียบกับปีก่อนที่มีเพียง 150 ล้านชิ้น
          ทั้งนี้ประมาณการกำไรของเราและตลาด อาจจะมี Scope of upside หากมีการซื้อ Brand อี่นเข้ามาเพิ่มในระหว่างปี, ผลิตภัณฑ์ใหม่รุ่น 003 ภายใต้แบนรด์ ONETOUCH หนุนส่วนแบ่งตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นเกินคาดในส่วนของการใช้กำลังการผลิต เราได้ให้สมมุติฐานอนุรักษ์นิยมที่ 62% หรือ 1,240 ล้านชิ้น หากบริษัทใช้กำลังการผลิตเพื่อส่งมอบเต็มโควต้าการประมูล จากกรณีศึกษา Sensitivity analysis: Best case ที่ 400 ล้านชิ้นคาดว่ากำไรจะเพิ่ม 5% และราคาเป้าหมายจะเพิ่มเป็น 41 บาท/หุ้น
          ส่วน บล.ซีไอเอ็มบีระบุ TNR เป็นบริษัทผู้ผลิตถุงยางอนามัย แห่งแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเริ่มต้นคำแนะนำ ขาย ด้วยราคาเป้าหมาย 26.55 บาท อ้างอิง 26.3 เท่า PE FY18 เนื่องจาก การไม่สามารถโตได้ตามความคาดหวัง, การปรับตัวขึ้นของราคายาง  และ การเติบโตใน CLMV ช้ากว่าคาด ขณะที่มีความเสี่ยงเชิงบวกต่อประมาณการ คือ การเติบโตที่สูงกว่าคาด จากการควบรวมกิจการ
          ด้าน บล.ทรีนีตี้ ให้ราคาเหมาะสมปีนี้ต่ำสุดเพียง 20 บาท อ้างอิงระดับ PE แบบอนุรักษ์นิยม ที่ 20 เท่า เทียบกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ ณ ราคาเป้าหมายคิดเป็นระดับ Forward PER 20 เท่า และ ระดับ PEG ต่ำเพียง 0.75 นอกจากนี้เรายังคาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผลจะอยู่ที่ราว 2% ต่อปี 
          การเด้งขึ้นแท่งแรกของ TNR จึงยังต้องจับตาว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน จากมุมมองของนักวิเคราะห์ที่ค่อนข้างมีความเห็นแตกต่างกัน ในขณะที่ประเด็นการซื้อกิจการ ตราบใดที่ยังไม่ปิดดีล ก็อาจส่งผลให้เกิดแรงเก็งกำไรได้หลายรอบ แต่ผลการดำเนินงานหลังเข้าเทรด ที่กำไรปรับลดลงต่ำกว่าคาด ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องพิจารณา  ว่าเป้าหมายต่างๆ ของบริษัทฯ จะเป็นไปตามที่วางแผนไว้หรือไม่

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด