หุ้นฮ็อต

| 13 มีนาคม 2560 | 13:56

KOOL เด้งรับลมร้อน แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงต้องระวัง

      KOOL บวกสวนตลาดฯ เช้านี้ รับไฮซีซั่นหน้าร้อนทั้งในไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งเป็นตลาดหลัก โบรกฯ คาดงบ Q1/60 พลิกมีกำไรในรอบ 2 ไตรมาส และจะพีคสุดใน Q2/60 แต่เคาะเป้าคนละขั้วในช่วง 6.20-8.20 บ. การเข้าลงทุนต้องพิจารณาให้รอบคอบ

     บมจ.มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล ( KOOL) ราคาบวกแรงสวนภาพรวมดัชนีฯ ที่เปิดลบ พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น โดยราคาหุ้นเปิดที่ 6.55 บาท ก่อนขึ้นแตะ 6.80 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 6% เป็นการเด้งขึ้นครั้งแรกหลังอ่อนตัวลงต่อเนื่องมา 4 วันทำการ ก่อนปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ 6.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 3.13% มูลค่าการซื้อขาย 65.82 ล้านบาท เป็นอันดับ 2 ในตลาด mai ขณะที่ดัชนี mai ปิดการซื้อขายภาคเช้าลดลง 9 จุด อยู่ที่ 577.97 จุด
    KOOL ทำธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์พัดลมไอเย็น พัดลมไอน้ำ และพัดลมอุตสาหกรรม ภายใต้ตราสินค้าหลัก MASTERKOOL นอกจากนี้ ยังให้บริการเช่าใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ออกแบบ และติดตั้งระบบระบายความร้อน และระบบโอโซน
      ผลการดำเนินงานของ KOOL มีกำไรสุทธิ 31.40 ล้านบาท ในปี 57 ก่อนเข้าเทรดในตลาด mai เมื่อเดือน ก.ย.ปี 58 ซึ่งในปีนั้นกำไรสุทธิทรุดฮวบลงเหลือเพียง 8 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการนำเข้าสินค้า โดยสินค้าที่จำหน่ายส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศและชำระค่าสินค้าเป็นเงินสกุลดอลลาร์ ซึ่งในช่วงนั้นดอลลาร์แข็งค่า ประกอบกับมีค่าใช้จ่ายในการจัดโปรโมชั่นเพื่อขายสินค้าผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด และค่าใช้จ่ายการตลาดเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีต่อผลิตภัณฑ์ 
     สอดคล้องกับราคาหุ้น KOOL ที่ร่วงแตะระดับต่ำสุดที่ 1.06 บาทในช่วงต้นปี 59 หลังประกาศงบ ก่อนฟื้นตัวต่อเนื่องทำนิวไฮที่ 8.45 บาท เมื่อต้นปีนี้ ตอบรับกำไรปี 59 ที่เพิ่มขึ้นเป็น 87 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นถึง 983% YoYเป็นผลจากการเติบโตของยอดขายในทุกช่องทาง และการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลยอดขายโต 49.64% ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ในอัตราเล็กน้อยเพียง 3.15% YoY ส่งผลให้ปี59 มีอัตรากำไรสุทธิ 9.78% สูงกว่างวดเดียวกันปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 1.35%
     สัญญาณหุ้น KOOL ที่มีแรงซื้อเข้ามาอีกครั้ง เป็นแรงเก็งกำไรในช่วงหน้าร้อนซึ่งถือเป็นไฮซีซั่น ขณะที่แนวโน้มกำไรสุทธิปีนี้ นักวิเคราะห์มองที่ระดับ 118-130 ล้านบาท แต่ประเด็นความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องติดตาม คือ คู่แข่งรายใหม่ที่เข้าสู่ตลาดได้ง่ายอาจทำให้ความสามารถการทำกำไรลดลง 
     ดังที่ บล.เคทีบี กังวลเรื่องนี้จึงได้ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 60 ลงจากเดิมราว 16% เป็น 118 ล้านบาท หรือเติบโต 36% จากปีก่อน เพื่อสะท้อนความเสี่ยงจากการแข่งขันในตลาดพัดลมไอเย็นที่เพิ่มขึ้น ขณะที่คาดว่า KOOL จะเร่งผลักดันตลาดส่งออกมากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพิงตลาดในไทย แนะขาย จากเดิมซื้อ ราคาเป้าหมาย 6.20 บาท 
     ขณะที่ บล.ไอร่า คาดว่า KOOL จะพลิกกลับมาทำกำไรในไตรมาส 1/60 จากที่ขาดทุนในไตรมาส 3 และ 4 ปี 59 
ที่ 4.17 ล้านบาท และ 10.80 ล้านบาท ตามลำดับ และจะดีสุดในไตรมาส 2/60 ซึ่งเป็นหน้าร้อนและเป็นไฮซีซั่นของบริษัทฯ โดยดีลเลอร์จะสั่งซื้อสินพดลมไอเย็นล่วงหน้า หรือประมาณเดือน ม.ค.-ก.พ. เพื่อสต็อกสินค้าไว้ขายหน้าร้อนในช่วง Q2 ซึ่งเป็นฤดูร้อนทั้งไตรมาส 
    ปัจจุบัน KOOL มีการเพิ่มช่องทางการขายผ่าน Modern trade มาอยู่ที่ 520 สาขา ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วกว่า 1 เท่าตัว ประเด็นหลักๆ มาจากการขยายตลาดเข้าไปยังห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี และเทสโก้โลตัส ได้สำเร็จ และอีกช่องทางคือการส่งออกซึ่งเติบโตดีไม่แพ้กัน โดยเฉพาะตลาด CLMV ประเมินกำไรสุทธิปีนี้ 130 ล้านบาท ราคาเหมาะสม 8.20 บาท อิง P/E 30 เท่า 
      ด้านผู้บริหาร KOOL มั่นใจว่างวด Q2/60 ผลประกอบการจะเติบโตได้ดี YoY โดยตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 40% จากปีก่อน ผลจากขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะช่องทางโมเดิร์นเทรด และตั้งเป้ารายได้รวมแตะ 3,000 ล้านบาทในปี 63
         จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า นักวิเคราะห์ให้ราคาเหมาะสม KOOL แตกต่างกันต่ำสุดที่ 6.20 บาท สูงสุดที่ 8.20 บาท การเข้าลงทุนจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงคือ การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดพัดลมไอเย็น และความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่เคยฉุดกำไรสุทธิของ KOOL ให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อปี 58

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด