หุ้นฮ็อต

| 8 มีนาคม 2560 | 09:47

TU กลับตัวเป็นขาขึ้น ‘สถาบัน-ผู้บริหาร’แห่ตุนหุ้น ปีนี้เก็บเกี่ยวเงินลงทุน

          TU เด้งกลับ 5% หลังร่วงลงมาชนแนวรับที่ 19.5 บาท บริษัทหวังรายได้ทุบสถิติใหม่อีกครั้ง ตั้งเป้าปีนี้ 1.5 แสนล้านบาท พร้อมชะลอซื้อกิจการหนุนอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 15% ขณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่และสถาบันไล่เก็บหุ้นต่อเนื่อง ฟากโบรกฯคาดกำไรสุทธิทุบสถิติใหม่ทะลุ 6 พันล้านบาท
           หุ้น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ฟื้นตัวกลับมาได้กว่า 5%  หลังร่วงลงไปชนแนวรับที่ 19.5 บาท ก่อนจะกลับขึ้นมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 10 วัน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 20.3 บาท ได้อีกครั้ง แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว 200 วัน ซึ่งอยู่ที่ 20.70 บาท 
            ขณะที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองว่า ราคาหุ้นปรับตัวลงมาต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามแนวรับบริเวณ 19.50 บาท ถือว่าทำงานได้ค่อนข้างดีและรูปแบบกราฟแท่งเทียนเริ่มที่จะส่งสัญญาณกลับตัวให้เห็น ขณะที่ Indicator ต่างๆ ก็เริ่มกลับมาสนับสนุนในเชิงบวก น่าจะมีลุ้นรีบาวด์กลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านต่างๆ จึงแนะนำเป็นหุ้นเก็งกำไร
           TU เป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง และขยายธุรกิจให้ครบวงจรด้วยธุรกิจอาหารสำเร็จรูปและอาหารว่าง โดยเน้นอาหารทะเล ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และสิ่งพิมพ์ ธุรกิจการตลาดภายในประเทศ ธุรกิจอาหารสัตว์ และธุรกิจพัฒนาสายพันธุ์กุ้งเพื่อจำหน่าย
            ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา TU เร่งซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง โดยมีดีลใหญ่ๆ อาทิ เข้าซื้อ "เรด ล็อบสเตอร์" ใช้เงินลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ "รูเก้น ฟิช" ใช้เงินลงทุนประมาณ 2 พันล้านบาท ซึ่งการลงทุนสูงอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยกดดันให้ราคาหุ้นไซด์เวย์มาตั้งแต่ต้นปี 58 หลังจากขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 24.5 บาท 
            แต่ในปีนี้ TU มีเป้าหมายที่จะสร้างรายได้แตะระดับ 1.5 แสนล้านบาท เป็นสถิติใหม่ต่อเนื่องจากปีก่อนที่ทำได้ 1.35 แสนล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นจะสามารถขยับขึ้นไปได้ถึงระดับ 15-16% จากปีก่อนที่ทำได้ 14.83% เป็นผลจากการหันมาเน้นเติบโตจากธุรกิจที่มีอยู่เป็นหลัก
            ขณะเดียวกัน การย่อตัวในรอบนี้เริ่มได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันมากขึ้น ล่าสุดมีรายงานการซื้อหุ้นของสำนักงานประกันสังคมเพิ่มอีก 0.02% รวมถือหุ้น 5% ที่ราคาสูงสุด 23.10 บาท ขณะที่ บลจ.บัวหลวง ก็เข้ามาเก็บหุ้น TU เพิ่มตั้งแต่เมื่อปลายปี 59 จำนวน 0.37% รวมถือหุ้น 5.12% 
            ที่สำคัญคือ "ธีรพงศ์ จันศิริ" ซีอีโอ และผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TU ซึ่งก่อนหน้านี้ถือหุ้นอยู่ 7.54% เป็นอีกหนึ่งรายที่ไล่เก็บหุ้นเพิ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี 59 จนปัจจุบันมีสัดส่วนการถือครองเกิน 10% ใช้เงินลงทุนไปกว่า 741 ล้านบาท เข้าซื้อหุ้นรวมกว่า 36 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 20.6 บาท 
             ส่วนแนวโน้มในเชิงพื้นฐานของบริษัทในปีนี้ นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า กำไรสุทธิของ TU จะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่กว่า 6 พันล้านบาท จากปีก่อนที่ทำได้ 5.25 พันล้านบาท 
             บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า ในปีนี้คาดว่าใช้จ่ายพิเศษในการซื้อกิจการคงไม่มีมูลค่าที่มากอย่างใน 2-3 ปีที่ผ่านมา จากการหันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจใหม่ที่ซื้อมาก่อนหน้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเน้นการขายสินค้าที่ให้อัตรากำไรที่สูงขึ้น รวมถึงการขยายตลาดไปสู่กลุ่ม (food service) และตลาดใหม่ ๆ มากขึ้นจะช่วยให้อัตรากำไรดีขึ้น
             อย่างไรก็ตามปัจจัยลบจากราคาวัตถุดิบ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า และดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้ทางฝ่ายปรับลดประมาณการผลการดำเนินงานปี 60 ลงจากเดิม ประมาณการยอดขาย 4,107 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 8% แต่คาดว่าจะเห็นอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นจากการปรับราคาขายเพิ่มขึ้นและเน้นสินค้ามาร์จิ้นสูงมากขึ้น อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างเช่นในช่วงที่ผ่านมา แต่หากว่าดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นจากหนี้ที่เพิ่มขึ้น ปรับกำไรสุทธิลงเหลือ 6,359 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน
             ด้าน บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในปี 60 คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของธุรกิจทูน่าและแซลมอนจากการทยอยปรับราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมดีขึ้น ขณะที่ในด้านรายได้ คาดว่าจะได้แรงหนุนจากการรวมธุรกิจ Red Lobster เข้ามาได้เต็มปี ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการซื้อกิจการที่บันทึกไปในปลายปี 59 นั้นจะลดลงในปี 60 โดยเราคาดกำไรปี 60 ที่ 6,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22%
              นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่น่าจะส่งผลบวกทางจิตวิทยาคือ ปัญหาที่สหภาพยุโรปให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU) ซึ่งบริษัทก็พยายามให้ความร่วมมือแก้ไขประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ก็มีโอกาสที่ประเทศไทยจะถูกปลดใบเหลืองได้ 
              ที่ผ่านมา TU ไล่ซื้อกิจการมาต่อเนื่อง ซึ่งใช้เงินลงทุนไปไม่น้อย แต่หลังจากที่บริษัทจะชะลอการซื้อกิจการลงและหันมามุ่งเน้นการเติบโตจากสิ่งที่มีอยู่ จึงเป็นที่น่าจับตามองว่าบริษัทจะสามารถเก็บเกี่ยวดอกผลจากการลงทุนได้มากน้อยเพียงใด และที่สำคัญคือหุ้น TU จะสามารถกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งได้หรือไม่

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด