หุ้นฮ็อต

| 7 มีนาคม 2560 | 09:43

จับตา GL นิวโลว์รอบ 4 เดือน เป็นโอกาสซื้อ หรือ จบรอบแล้ว?

           GL ดิ่ง 24% ภายใน 4 สัปดาห์ ทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบเกือบ 4 เดือน แม้กำไรปี 59 เติบโตถึง 82% แต่ความคาดหวังก่อนหน้านี้ก็สูงเช่นกัน ดัน P/E สิ้นปี 59 ไปแตะ 93 เท่า ส่อแววจบรอบขาขึ้นที่พุ่งขึ้นมาถึง 11 เท่าตัว ภายในเวลา 2 ปี 
         หุ้น บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) หรือ GL อยู่ในแนวโน้มขาขึ้นรอบใหญ่มาต่อเนื่องเกือบ 2 ปี โดยราคาหุ้นวิ่งขึ้นจาก 5.5 บาท เมื่อต้นปี 58 ไปทำจุดสูงสุดที่ 69.75 บาท เมื่อปลายปี 59 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 1,100% 
           แต่หลังจากที่ราคาหุ้นขึ้นไปทำสถิติสูงสุดที่ 69.75 บาท เริ่มมีสัญญาณจบรอบขาขึ้นรอบใหญ่ เพราะราคาหุ้นปรับตัวลดลงถึง 24% ภายใน 4 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หลังจากหุ้นลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 48 บาท เมื่อวานนี้ สามารถดีดกลับได้ 4.1% ปิดที่ 50 บาท
          GL ประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อรถจักรยานยนต์ทั้งในไทย และต่างประเทศ อาทิ กัมพูชา ลาว และให้บริการหลังการขาย เช่น รับต่อภาษีทะเบียนรถจักรยานยนต์ กรมธรรม์ประกันภัย เป็นต้น
          GL เป็นหนึ่งในหุ้นยอดฮิตของนักลงทุนในระยะหลัง ตามแนวโน้มกำไรที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเมื่อปี 57 บริษัทมีกำไรเพียง 114.7 ล้านบาท กระโดดขึ้นมาเป็น 582.89 ล้านบาท และขึ้นมาเป็น 1.06 พันล้านบาท เติบโต 82% ในปีล่าสุด 
          แต่ด้วยราคาหุ้นที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นเดียวกัน จนทำให้หุ้น GL อาจจะไม่เคยมีช่วงที่เรียกว่า ‘ถูก’ หากพิจารณาจากค่า P/E ที่สูงถึง 93 เท่า ในช่วงปลายปี 59 ซึ่งก็น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราได้เห็นแรงขายทำกำไรออกมาอย่างรวดเร็ว
            อย่างไรก็ตาม ในจุดที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมามากแล้ว คำถามสำคัญก็คือ หุ้น GL ยังน่าสนใจที่เข้าไปลงทุนอีกครั้งได้หรือไม่? 
           หากพิจารณาจากมุมมองของนักวิเคราะห์หลายสำนัก ต่างประเมินราคาเป้าหมายของ GL ในปีนี้ สูงกว่าราคาปัจจุบันพอสมควร ด้วยการคาดหมายว่ากำไรของบริษัทจะยังเติบโตในอัตราที่สูงต่อเนื่อง หลังจากที่บริษัทประสบความสำเร็จในการบุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว 
             ปัจจุบัน GL มีธุรกิจอยู่ใน 7 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศไทย สิงคโปร์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ อินโดนีเซียและศรีลังกา โดย GL ได้ตั้งเป้าว่าจะขยายไปสู่ตลาดใหม่อีก 13 ประเทศในทวีปแอฟริกาและยุโรปตะวันออกภายในปีนี้ ทำให้อาณาจักรธุรกิจครอบคลุมรวม 20 ประทศ ทั้งนี้ถือเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขยายมุ่งสู่บริษัทชั้นนำระดับโลก
             บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า ได้ปรับประมาณการกำไรของ GL ในปี 60-61 ขึ้น 7% และ 8% ตามลำดับ เป็น 1.85 พันล้านบาท เติบโต 74% และ 2.95 พันล้านบาท เติบโต 60% หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 67% หลักๆ เกิดจากฐานค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ต่ำกว่าคาด เพราะการขยายธุรกิจใหม่มุ่งใช้ไอทีแพลตฟอร์มเป็นหลัก ทำให้ไม่ต้องลงทุนสาขาและกำลังคนเพิ่มนัก 
            รวมถึงปรับเพิ่มส่วนแบ่งกำไรของธุรกิจร่วมทุนในปี 60 จาก 300 ล้านบาท เป็น 400 ล้านบาท โดยรวมสมมติฐานเงินลงทุนใหม่ของการร่วมทุนอีก 2 พันล้านบาท และ 3 พันล้านบาท ในปี 60-61 
            ทั้งนี้ คาดว่าสัดส่วนกำไรจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 75% และ 83% ในปี 60-61 นอกจากนี้ ยังเชื่อว่า Credit cost ไม่น่าจะสูงขึ้น เพราะคุณภาพสินเชื่อของประเทศใหม่ๆ อยู่ในเกณฑ์ดี โดยภาพรวมประเมินราคาเป้าหมายพื้นฐานใหม่ที่ 63 บาท แต่แนะนำเพียงซื้อเก็งกำไรตามภาวะตลาดและการขึ้น-ลงของราคาหุ้น เพราะก่อนหน้านี้ราคาได้สะท้อนการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และความคาดหวังต่อการซื้อกิจการใหม่ๆ ไปล่วงหน้า 2 ปีแล้ว
              ด้าน บล.เอเชีย เวลท์ คาดว่า กำไรปี 60 ของ GL จะเพิ่มขึ้น 60.5% อยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท จากการตั้งสมมติฐานการขยายตัวของสินเชื่อที่ 45% และประมาณการรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น 110% นอกจากนั้นแล้ว ธุรกิจใหม่ในพม่า ได้แก่ ไมโครไฟแนนซ์ และธุรกิจเช่าซื้อ น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยหนุนกำไรปีนี้ 
              ทั้งนี้ แนะนำเพียง ‘ถือ’ ด้วยราคาเป้าหมายที่ 62 บาท คำนวณจากค่า P/E 56 เท่า และ PEG 1 เท่า แม้ธุรกิจต่างประเทศจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงทำให้อัพไซด์จำกัด 
             ส่วน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ยังแนะนำ ซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 88 บาท อิงจาก PEG 1 เท่า โดยมองว่า GL ยังคงเป็นหลักทรัพย์ที่มีการเติบโตของกำไรสูงโดยเฉพาะจากธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งบริษัทยังคงเป้าหมายมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) เป็น 1 หมื่นล้านเหรียญ ภายใน 3 ปี และตั้งเป้าเป็นบริษัทดิจิตอลไฟแนนซ์ระดับโลก เพราะเล็งเห็นโอกาสที่จะทำธุรกิจกับผู้ที่มีศักยภาพในการกู้แต่ไม่สามารถทำในระบบการกู้ยืมแบบดั้งเดิมได้ ซึ่งมีอยู่ราว 2.5 พันล้านรายทั่วโลก บริษัทมีแผนขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และคาดว่ากำไรจากธุรกิจในต่างประเทศจะคิดเป็น 90% ของทั้งหมดโดยมาจากธุรกิจในอินโดนีเซียมากที่สุด
            แต่ในมุมของมูลค่าหุ้นนั้น ก็มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณากันให้ดีคือ แนวโน้มกำไรที่น่าจะเติบโตในระดับสูงนี้ จะทันกับความคาดหวังที่สูงมากเช่นกันหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าราคาหุ้น GL จะลดลงมามาก แต่ค่า P/E ก็ยังสูงถึง 75 เท่า ขณะที่ค่า P/BV อยู่ที่ 9.5 เท่า โดยบริษัทมีอัตราเงินปันผลตอบแทนไม่ถึง 1% ฉะนั้น สิ่งที่นักลงทุนแต่ละรายต่างคาดหวังคงจะหนีไม่พ้นส่วนต่างราคาหุ้น 
            ด้าน บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า แม้ราคาหุ้นจะซื้อขายกันที่ระดับสูง แต่เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของกำไรในปี 59-61 ที่คาดเฉลี่ยสูงถึง 87% นั้นทำให้ PEG ยังต่ำกว่า 1 เท่า เราจึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 72 บาท อิง P/BV 7.6 เท่า
             ส่วนในเชิงจิตวิทยานั้น การดิ่งลงรอบนี้เป็นการทำจุดต่ำสุดใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ GL เคยปรับฐานลงมาถึงบริเวณ 52 บาท เมื่อปลายปี 59 ซึ่งในทางเทคนิคแล้ว การทำจุดต่ำสุดใหม่เป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนัก 
             ในความเป็นจริงแล้ว มูลค่าที่เหมาะสมของหุ้น GL คงจะต้องขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและการพิจารณาของนักลงทุนแต่ละราย แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบให้ครอบคลุมถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะในขณะที่การคาดหวังมากเกินไป ก็มีโอกาสที่จะทำให้หุ้นเหล่านั้นปรับตัวขึ้นไปเกินจากความเป็นจริงได้

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด