หุ้นฮ็อต

| 1 มีนาคม 2560 | 09:22

จับตา MALEE ฟื้นจริงหรือเด้งหลอก? ขณะที่โบรกให้ราคาเป้าหมายต่างกันสุดขั้ว

          MALEE เด้งกลับ 10% ในช่วง 2 สัปดาห์ ขึ้นมายืนเหนือ 100 บาท อีกครั้ง หลังประกาศกำไรปี 59 โตถึง 60% พร้อมแตกพาร์เหลือ 0.50 บาท เสริมสภาพคล่อง ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินกำไร 2 ปีนี้ โตเฉลี่ย 21% แต่มองราคาเหมาะสมต่างกันสุดขั้ว

          ราคาหุ้น บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE เด้งกลับมายืนเหนือ 100 บาท อีกครั้ง โดยปรับตัวขึ้นมา 10% ในช่วง 2 สัปดาห์ หลังจากที่บริษัทรายงานกำไรสุทธิปี 59 ออกมา 530 ล้านบาท เติบโตถึง 60% ถือเป็นกำไรที่มากที่สุดต่อปี เป็นรองเพียงปี 55 ที่ทำได้ 645.9 ล้านบาท
          MALEE เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลไม้กระป๋องและน้ำผลไม้ ภายใต้เครื่องหมายการค้า มาลี โดยมีจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
          ปี 59 ที่ผ่านมา MALEE เป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้แรงที่สุดเป็นอันดับ 5 ของตลาด เพิ่มขึ้น 303.51% และขึ้นไปทำ All time high ที่ 121.5 บาท เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก่อนจะถูกเทขายทำกำไรออกมาหลังจากนั้นกดให้หุ้นปรับตัวลงถึง 25% ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความกังวลต่อภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่
          บล.ซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า พรบ.ภาษีสรรพสามิต ฉบับใหม่ ได้ผ่านการรับรองการเป็นกฎหมายจาก สภานิติบัญญิติแห่งชาติแล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ได้ ประมาณ เดือน ส.ค. ปีนี้ แต่เราไม่ค่อยกังวลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ว่าจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อบริษัทในกลุ่มเครื่องดื่ม เนื่องจากเราคาดว่าบริษัทในกลุ่มจะสามารถปรับราคาในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการส่งต่อไปยังผู้บริโภคได้ คาดกรมสรรพสามิตจะยังคงยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่มีส่วนผสมจากผลไม้ และพืชผัก ภายในประเทศ แต่เรายังคงมีความกังวลต่อประเด็นการเก็บภาษีจากความหวาน และภาษีเครื่องดื่มชาเขียว
          โดยภาพรวม ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด (Overweight) สำหรับหุ้นกลุ่มนี้ โดยมองว่าการกังวลมากเกินไปสำหรับประเด็นนี้ที่ส่งผลให้ราคาหุ้นมีการปรับลดลงมา เป็นจังหวะในการเข้าซื้อ โดยเราเลือกคาราบาว กรุ๊ป (CBG) และ MALEE เป็นหุ้นเด่น
          ล่าสุด MALEE ปรับตัวขึ้นมาประมาณ 6% ทำจุดสูงสุดที่ 103 บาท พร้อมปริมาณการซื้อขายหนาแน่น โดยจากฟังก์ชัน F6 ของ eFin Stock Pick Up พบว่ามีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นเกือบ 200% จากค่าเฉลี่ย 5 วันก่อนหน้า
          หุ้น MALEE เหมือนจะจบรอบลงไปแล้ว แต่การฟื้นกลับมารอบนี้ เป็นที่น่าจับตามองว่า เป็นเพียงการรีบาวด์ระยะสั้น หรือจะกลับตัวเป็นขาขึ้นได้ต่อเนื่องอย่างเมื่อปีก่อน แต่หากพิจารณาในเชิงปัจจัยพื้นฐาน การที่หุ้น MALEE จะขึ้นได้แรงเช่นที่ผ่านมา คงจะไม่ง่ายนัก
          บล.เออีซี มองว่า ปี 60-61 MALEE จะยังคงมีผลประกอบการโตต่อเนื่อง เพราะได้รับปัจจัยหนุน ดังนี้ 1) แนวโน้มสดใสของธุรกิจรับจ้างผลิต (CMG) เพื่อใช้กำลังการผลิตปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพ (ปัจจุบันมีอัตราใช้กำลังการผลิต 62% และในระยะยาวตั้งเป้าเพิ่มเป็น 80%-85%) 2) แผนเน้นเจาะตลาดอาเซียน โดยใช้กระแสตื่นตัวเรื่องสุขภาพของผู้บริโภค และ 3) โครงการร่วมทุนกับเมก้า ไลฟ์ไซแอ๊นซ์ (MEGA) เพื่อพัฒนาธุรกิจทางด้านผลิตภัณฑ์พร้อมดื่มเพื่อสุขภาพจากธรรมชาติสำหรับทั้งตลาดในและต่างประเทศ โดยคาดว่าจะเริ่มขายสินค้าในช่วงครึ่งปีหลังนี้
          ดังนั้น จึงคาดปี 60 และ 61 จะมีกำไรสุทธิ 530 ล้านบาท และ 677 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยในช่วง 2 ปีนี้ (CAGR) ปีละ 20.8%
          ขณะที่ บล.ทิสโก้ คาดการณ์ยอดขายของ MALEE เติบโตเฉลี่ยปีละ 16% อยู่ที่ 7,664 ล้านบาท และ 8,839 ล้านบาท ตามลำดับ ได้จากกาคาดการณ์ยอดขายในประเทศจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 9% จากการออกสินค้าเพิ่มรสชาติใหม่ทุกปีและจากยอดส่งออกจะเติบโต 20% ต่อเนื่องจากน้ำมะพร้าวที่กำลังเติบโตเป็นที่นิยมในยุโรปและอเมริกาและคาดยอดขายที่ฟิลิปปินส์มีเพิ่มขึ้นจากแผนเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 2 ผลิตภัณฑ์ โดยคาดกำไรสุทธิในปี 60-61 เติบโตเฉลี่ยปีละ 21%
          แม้นักวิเคราะห์จากทั้ง 2 โบรก จะคาดการณ์การเติบโตของกำไรในระดับใกล้เคียงกัน แต่มุมมองต่อมูลค่าของหุ้นกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
          สำหรับ บล.เออีซี ให้คำแนะนำ “ขาย” เพราะมองว่าราคาปัจจุบันเกินมูลค่าพื้นฐานไปแล้ว และ MALEE มีความเสี่ยงขาลงในแง่การเติบโตระยะยาว เพราะความไม่มั่นคงของลูกค้าในกลุ่มรับจ้างผลิต โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานพื้นฐานปีนี้ที่ 87.25 บาท ด้วยวิธี DCF
          ขณะที่ บล.ทิสโก้ ยังคงแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มการส่งออกเพิ่มขึ้นตามการขยายตลาดแถบเอเชีย รวมถึงโอกาสจากการมองหาพันธมิตร และลูกค้ารับจ้างผลิตต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ให้ราคาเป้าหมาย 140 บาท อ้างอิง PER +1STDV ที่ 30 เท่า ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันเทรดที่ PEG 0.8 เท่า ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับกลุ่มเครื่องดื่มที่ซื้อขายอยู่ที่ PEG 1.3 เท่า และ MALEE ยังมี ROE ที่สูงราว 37% ในปีนี้ มากกว่ากลุ่มเครื่องดื่มที่เฉลี่ยอยู่ที่ 24%
          นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าจับตามองอีกส่วนหนึ่งคือ การประกาศแตกพาร์จาก 1 บาท เป็น 0.5 บาท ซึ่งจะทำให้หุ้น MALEE มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น จากหุ้นทั้งหมด 140 ล้านหุ้น จะเพิ่มขึ้นเป็น 280 ล้านหุ้น และราคาหุ้นจะลดลงมาเหลือครึ่งหนึ่ง คือ ประมาณ 51 บาท (หากเทียบจากราคาปัจจุบัน)
    
          ปีที่ผ่านมา MALEE ถือเป็นหุ้นที่โดดเด่นทั้งราคา และผลประกอบการ แต่การเติบโตต่อจากนี้อาจจะไม่ได้สูงในระดับเดียวกันอีกแล้ว เพราะฐานกำไรที่สูงขึ้น ฉะนั้นการจะเข้าลงทุนหลังจากนี้ คงต้องประเมินมูลค่าที่เหมาะสมและความเสี่ยงกันให้ดี

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด