หุ้นฮ็อต

| 27 กุมภาพันธ์ 2560 | 09:24

CBG แผนบุกต่างประเทศกดดันกำไร นักลงทุนชิงขายกดหุ้นดิ่ง 15%

          CBG ส่งสัญญาณจบรอบขาขึ้นอย่างเป็นทางการ หลังราคาหุ้นดิ่ง 15% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้บริษัทรายงานกำไรปี 59 โต 18% มาอยู่ที่ 1.48 พันล้านบาท แต่ P/E ยังสูงเป็นอันดับ 3 ของกลุ่มที่ 45 เท่า ขณะที่โบรกมองค่าใช้จ่ายจากการขยายธุรกิจต่างประเทศ จะกดดันผลประกอบการ 1-2 ปีนี้

          ราคาหุ้น บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG ร่วงลงถึง 15% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากราคาปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 74.25 บาท มาทำจุดต่ำสุดที่ 62.75 บาท ถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบกว่า 4 เดือน ด้วยปริมาณการซื้อขายกว่า 3 พันล้านบาท
          CBG ประกอบธุรกิจหลักโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ซึ่งมีการลงทุนหลักในบริษัทย่อย 3 บริษัท คือ บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด (CBD) บริษัท ตะวันแดง ดีซีเอ็ม จำกัด (DCM) และ บริษัท เอเชียแปซิฟิกกลาส จำกัด (APG) โดยมี CBD เป็นบริษัทแกน ซึ่งกลุ่มบริษัทประกอบธุรกิจ ผลิต ทำการตลาด และบริหารจัดการการจัดจำหน่ายเครื่องดื่มบำรุงกำลังและเครื่องดื่มอื่นๆ อย่างครบวงจรภายใต้เครื่องหมายการค้า "คาราบาวแดง" รวมทั้งผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มเกลือแร่ภายใต้เครื่องหมายการค้า "สตาร์ทพลัส"
          ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กำไรสุทธิของ CBG เป็นทิศทางขาขึ้นมาตลอด จาก 913.14 ล้านบาท เพิ่มเป็น 1,489.76 ล้านบาท แต่เมื่อเทียบสัดส่วนการเติบโตแล้ว จะเห็นว่าราคาหุ้น CBG เติบโตสูงกว่ามาก หนุนให้ค่า P/E ล่าสุดของบริษัทยังอยู่ในระดับสูงที่ 45 เท่า สูงเป็นอันดับ 3 ของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
          ขณะที่ผลประกอบการปี 59 ที่ออกมานี้ เริ่มส่งสัญญาณว่าบริษัทกำลังถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากความพยายามบุกตลาดต่างประเทศ
          บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า ปัจจัยหนุนของ CBG จะเข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี 60 ถึงช่วงต้นปี 61 จากการเปิดโรงงานผลิตขวด APG ในไตรมาส 4/60 ที่จะช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น เนื่องจากช่วยลดต้นทุนขวดแก้วลง แต่จะมีการรับรู้ค่าเสื่อมราคาจากการเปิดโรงงานใหม่เช่นกัน อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการเป็นสปอนเซอร์ฟุตบอลยังกดดันผลการดำเนินงานในช่วง 1-2 ปี ดังนั้น มองว่า CBG นั้นเหมาะสมในการลงทุนระยะยาว เนื่องจากต้องรอผลจากการลงทุนที่หว่านเมล็ดลงไปให้เติบโตก่อน โดยอาจเลือกจังหวะเข้าลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 60
          ส่วนกำไรสุทธิไตรมาส 4/59 จำนวน 282 ล้านบาท ลดลง 35.9% จากไตรมาสก่อน และลดลง 2.3% จากปีก่อน ต่ำกว่าที่ Consensus คาดราว 5% เนื่องจากการขาดทุนในธุรกิจในสหราชอาณาจักร (ICUK) ที่รวมเข้ามาในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นค่าสปอนเซอร์ฟุตบอลในอังกฤษ กิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นมากกว่าอัตราการเติบโตของรายได้ อีกทั้งต้นทุนขวดแก้วที่สูงเนื่องจากมีบางส่วนที่ซื้อจากโรงงานข้างนอก เพราะกำลังผลิตไม่เพียงพอ
          สำหรับปี 60 นี้ บริษัทตั้งเป้าว่ายอดขายผลิตภัณฑ์หลัก กลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง จะเติบโตได้ราว 25% จากปีก่อน แต่การเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนสโมสรฟุตบอลในอังกฤษ อาจกดดันในด้านค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมไปถึงกำไรของบริษัทต่ออีกราว 1-2 ปี ส่วนในจีนยังมีความเสี่ยง เนื่องจากการเข้าไปขายค่อนข้างยาก อาจถูกกีดกัน และความเชื่อใจในพันธมิตรท้องถิ่น รวมถึงต้องพยายามทำให้สินค้าติดตลาด
          ด้วยแผนการบุกตลาดต่างประเทศที่ยังมีความท้าทายอยู่มาก และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาก่อนยอดขาย ประกอบกับราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมามาก และอัตราเงินปันผลตอบแทนเมื่อเทียบกับราคาปัจจุบันที่ไม่ถึง 1% จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นหุ้น CBG ถูกเทขายทำกำไรออกมา
          ขณะที่ความเห็นของนักวิเคราะห์รายอื่นๆ ยังมีทิศทางที่แตกต่างกันออกไปพอสมควร
          บล.ทิสโก้ แนะนำให้ ‘ขาย’ มาตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. 59 เพราะมองว่าราคาหุ้นในปัจจุบันสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานที่ให้ไว้ 66 บาท อิงค่า P/E ที่ 33 เท่า ส่วนในเชิงปัจจัยพื้นฐานนั้น เชื่อว่ายอดขายในประเทศจะเพิ่มขึ้นในช่วง 3 ปีนี้ 26% จากสินค้าใหม่ คือ กาแฟพร้อมดื่ม และสินค้าใหม่ที่ร่วมจำหน่ายผ่านรถ cash van ขณะที่ยอดส่งออกคาดจะเพิ่มขึ้น 21% จากแถบประเทศเอเชีย โดยเฉพาะกัมพูชาเป็นหลัก ส่วนในอังกฤษ คาดปี 60-61 ส่วนแบ่งตลาดจะเพิ่มขึ้นปีละ 1% จาก 1% ในปัจจุบัน หรือคิดเป็นรายได้ที่ 1.21 พันล้านบาท และ 2.42 พันล้านบาท ตามลำดับ ส่วนกำไรสุทธิ 3 ปีนี้ คาดเติบโตเฉลี่ยปีละ 26%
          ทางด้าน บล.เออีซี ระบุว่า แม้ตั้งแต่ปี 60 บริษัทจะเริ่มรับรู้ค่าเสื่อมที่สูงขึ้นจากเปิดใช้โรงงานใหม่เพื่อผลิตแก้วสีชาและกระป๋องเครื่องดื่ม อีกทั้งยังค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากต่างประเทศด้วย Football Marketing แต่ปัจจัยลบดังกล่าวคาดถูกหักล้างด้วยปัจจัยหนุน ดังนี้ 1.การเพิ่มจุดกระจายสินค้า โดยปัจจุบันมีศูนย์กระจายสินค้าเป็น 30 ศูนย์ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ร้านค้าย่อย 300,000 ร้าน 2.การเติบโตของโมเดลธุรกิจใหม่ จากการจัดจาหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจาวันผ่านช่องทาง Cash Van โดยมีทั้งสินค้าของบริษัทและผู้ผลิตรายอื่น และ 3.แนวโน้มสดใสของยอดขายในตลาดต่างประเทศ ทั้งกลุ่มประเทศ CLMV และยุโรป
          ดังนั้น จึงคงประมาณการเดิม โดยคาดปี 60 และปี 61 จะมีกำไรสุทธิ 1.85 พันล้านบาท และ 2.41 พันล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 27.2% โดยประเมินราคาพื้นฐานปีนี้ที่ 85 บาท

          CBG เป็นหนึ่งในหุ้นพื้นฐานดีที่มีกำไรเติบโตต่อเนื่องทุกปี แต่ด้วยความคาดหวังต่อราคาหุ้นที่เข้ามามากในช่วงที่ผ่านมา จึงเป็นที่น่าคิดว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐานไปแล้วหรือยัง ส่วนแรงขายทำกำไรที่ออกมารอบนี้จะกดดันให้ราคาหุ้นลงไปถึงจุดไหนคงไม่มีใครตอบได้ ฉะนั้นนักลงทุนที่กำลังสนใจคงต้องประเมินกันให้ดีว่าจุดใดคือจุดเหมาะสม เพราะหุ้นพื้นฐานดีแต่แพงเกินไปก็ติดดอยได้เช่นกัน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด