หุ้นฮ็อต

| 22 กุมภาพันธ์ 2560 | 13:52

TSE จับตา 'เพิ่มทุน' ลุยบิ๊กโปรเจ็ก โซลาร์ฟาร์มญี่ปุ่น 154 MW

         จับตา TSE หลังประกาศจับมือ STEC ลงทุนบิ๊กโปรเจ็ก โซลาร์ฟาร์มญี่ปุ่น 154 MW มูลค่าลงทุนเฉียด 2 หมื่นล้านบาท ถือหุ้น 60% เท่ากับต้องใส่เงิน 1.2 หมื่นล้านบาท หรือมากกว่า 3 เท่าของสินทรัพย์บริษัท ล่าสุดบอร์ดอนุมัติกู้เงิน 6 พันล้านบาทเพื่อลงทุน ขณะที่ฐานะทางการเงินล่าสุดมีเงินสดในมือแค่ 650 ล้านบาท งานนี้มีลุ้นอาจต้องเพิ่มทุนในอนาคต

         บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE ประกาศดีลใหญ่วานนี้ (21 ก.พ.) คณะกรรมการมีมติให้เข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิต 154.98 เมกะวัตต์ ในเมืองโอนิโกเบ จังหวัดมิยางิ ประเทศญี่ปุ่น โดยจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ STEC สัดส่วนการลงทุนระหว่างบริษัท และSTEC เท่ากับ 60 ต่อ 40 มูลค่าการลงทุนประมาณ 61,240 ล้านเยน หรือราว 19,658 ล้านบาท
         โรงไฟฟ้าดังกล่าวมีระยะเวลาซื้อขายไฟ 20 ปี ในอัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in Tariff (FIT) ที่ราคาหน่วยละ 36เยนต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง โดยมีประมาณการวันเริ่มประกอบกิจการไฟฟ้ าเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) ภายในปี 2564
         TSE ระบุถึงรายละเอียดของสินทรัพย์ที่จะได้มา ประกอบด้วย
  1.หุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ PurpleSol G.K. เพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าที่ออกโดยกระทรวงเศรษฐกิจการค้า และอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น (Certification granted by Ministry of Economy, Trade and Industry: METI Certification) และใบอนุญาตต่างๆ ที่จำเป็นและเกี่ยวข้อง รวมถึงข้อตกลงการเชื่อมต่อระบบสายส่งไฟฟ้ า (Gird Connection)กับผู้ให้บริการระบบสายส่งไฟฟ้า (Electricity Utilities)
  2. หุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ SolarOne G.K. เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์และสิทธิในการถือครองที่ดินทงั้หมดของโครงการประมาณ 2,080 ไร่ โดยแบ่งออกเป็น กรรมสิทธิ์จำนวน 1,848 ไร่ และสิทธิการเช่าจำนวน 232 ไร่
  ทั้งนี้คาดว่าจะจัดตั้งบริษัทย่อยแล้วเสร็จก่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 โดยคณะกรรมการจะประชุมเพื่อกำหนดวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอีกครั้งในวันที่ 28 ก.พ. นี้
  TSE ประกอบธุรกิจโซลาร์ฟาร์มในไทยและญี่ปุ่น ถือหุ้นใหญ่โดยตระกูล "มาลีนนท์" กว่า 50% และ STEC ถือหุ้น 10% โดยการซื้อบิ๊กล็อตมาจากตระกูลมาลีนนท์เมื่อปลายปีก่อนที่ราคา 4.85 บาท
  ปัจจุบัน TSE มีกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นรวมทั้งสิ้น 36 โครงการ แบ่งเป็นภายในประเทศจำนวน 29 โครงการ และต่างประเทศจานวน 7 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตเสนอขายรวมทั้งสิ้นจานวน 143.68 เมกะวัตต์ โดยแบ่งออกเป็นกำลังการผลิตเสนอขายภายในประเทศจำนวน 121.7 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตเสนอขายที่ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 21.98 เมกะวัตต์
  ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้น TSE ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ปรับขึ้นต่อเนื่อง จากระดับ 4 บาทปลายๆ ขึ้นมาถึง 6.50 บาท ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบ 2 ปี เมื่อเดือนมกราคม ก่อนจะอ่อนตัวลง แต่ก็เคลื่อนไหวในระดับเกิน 5 บาทมาตลอด ล่าสุดปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ 5.80 บาท
  ขณะที่ผลการดำเนินงาน TSE มีกำไรสุทธิ 581 ล้านบาทในปี 57 และ 526 ล้านบาท ในปี 58 ส่วนงวด 9 เดือนปี 59 มีกำไรสุทธิ ราว 393 ล้านบาท โดยผู้บริหารคาดว่ากำไรสุทธิปี 59 จะใกล้เคียงกับปี 58
  การประกาศบิ๊กโปรเจ็กดังกล่าว ต้องนับว่าเป็นข่าวดี เพราะจะทำให้ TSE บรรลุเป้าหมายโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่นครบ 100 เมกะวัตต์ ก่อนกำหนดที่ตั้งไว้ในปี 2562 แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ มูลค่าการลงทุนตามสัดส่วนถือหุ้นของ TSE ซึ่งจะอยู่ที่ราว 1.2 หมื่นล้านบาท มากกว่าสินทรัพย์ของบริษัทถึง 310% หรือกว่า 3 เท่า
  TSE แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า บอร์ดอนุมัติการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงการนี้ไม่เกิน 6 พันล้านบาท ทำให้ต้องคิดต่อว่าแล้วอีก 6 พันล้านบาท จะนำมาจากส่วนใด เพราะตรวจสอบฐานะทางการเงินล่าสุด TSE มีเงินสดเพียงแค่ 650 ล้านบาท มีกำไรสะสม 1.7 พันล้านบาท และหนี้สินต่อทุน 0.41 เท่า ซึ่งหากต้องกู้อีก 6 พันล้าน D/E จะพุ่งแตะ 1.7 เท่าทันที
  แม้ TSE จะระบุในรายละเอียดแหล่งเงินทุนว่า บริษัทฯ จะได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากสถาบันการเงินแห่งหนึ่งเป็นจำนวนไม่เกิน 85% ของมูลค่าเงินลงทุนในโครงการ ร่วมกับการใช้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ การออกหุ้นกู้ระยะสั้น และเงินสดจากผลประกอบการของบริษัทฯ บางส่วน ที่จะได้รับเป็นปกติในระหว่างการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าว ตลอดช่วงระยะเวลา 5 ปี ก่อนโครงการดังกล่าวจะ COD ได้ในปี 2564

  แต่หากต้องกู้เงินถึง 85% ของมูลค่าโครงการ หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท จะทำให้ D/E ของ TSE พุ่งแตะ 2.6 เท่าในทันที ดังนั้นจึงนับว่ามีความเป็นไปได้อย่างมากที่บริษัทฯ อาจต้อง "เพิ่มทุน" เพื่อให้อัตราส่วนทางการเงินอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งคงต้องรอลุ้นว่าในการประชุมบอร์ดครั้งต่อไปเพื่อกำหนดวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 ก.พ. นี้ จะมีความคืบหน้าอะไรออกมาหรือไม่

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด